xs
xsm
sm
md
lg

“ไทยออยล์”ตั้งเป้าCFPเสร็จเร็วกว่าแผน3ด.-เซฟเงินหลายพันล. ฟุ้งค่าการกลั่นดีหนุนปีนี้มีEBITDA 700ล้านดอลล์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ไทยออยล์เร่งเดินหน้าโครงการ CFPมั่นใจแล้วเสร็จไตรมาส2/71 เร็วกว่าแผนที่ตั้งไว้3เดือนและลดงบลงทุนได้หลายพันล้านบาท ลุ้นปี 69 มีEBITDAแตะ 700 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังคาดค่าการกลั่น(GRM)อยู่ที่7-8เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แย้มไตรมาส1/69บุ๊กกำไรพิเศษซื้อหุ้นกู้คืน550ล้านเหรียญสหรัฐ

นายบัณฑิต ธรรมประจําจิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด(มหาชน)หรือ TOP เปิดเผยว่า ในปี2569 จะเป็นปีแห่งการก่อสร้างโครงการพลังงานสะอาด (CFP) หลังจากได้ว่าจ้างบริษัท Wood PLC เป็นผู้ให้บริการ EPCM เพื่อบริหารจัดการงานวิศวกรรมจัดหาและก่อสร้าง โดยบริษัทได้ลงนามสัญญาว่าจ้างผู้รับเหมาชุดใหม่เองเมื่อปลายปีที่แล้ว ทำให้เริ่มกลับมาเดินหน้าก่อสร้างโครงการCFPได้แล้ว โดยไทยออยล์ตั้งเป้าว่าโครงการCFPจะแล้วเสร็จและผลิตเชิงพาณิชย์(COD)เต็มรูปแบบได้ภายในไตรมาส 2/2571 เร็วกว่ากำหนดแผนงานเดิมที่กำหนดไว้ในไตรมาส 3/2571 และยังสามารถลดงบลงทุนโครงการดังกล่าวได้หลายพันล้านบาท
 


ปัจจุบันโครงการก่อสร้างCFPมีความคืบหน้า8-9%จากงานก่อสร้างส่วนที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่เป็นงานวิศวกรรมจัดหา ด้านงานก่อสร้างโยธาส่วนใหญ่ราว 97%แล้วเสร็จตั้งแต่ช่วงผู้รับเหมารายเดิมแล้วก่อนที่บริษัทจะยกเลิกสัญญาEPCไปเมื่อปี2568

"โครงการ CFP จะเริ่มดำเนินการในส่วนของ CDU-4 Complex โดยตั้งเป้าจะเริ่มผลิตได้ในไตรมาส 2/2570 และตั้งเป้าจะสามารถเปิด COD โครงการCFPเต็มรูปแบบได้ในช่วงไตรมาส 2/2571 ซึ่งเร็วกว่ากำหนดไว้หนึ่งไตรมาส คาดว่าจะช่วยประหยัดเงินลงทุนในโครงการนี้ที่ขออนุมัติกับผู้ถือหุ้นไว้ได้หลายพันล้านบาท”

นายบัณฑิต กล่าวว่าในปี2569 ค่าการกลั่น(GRM)เฉลี่ยจะทรงตัวอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเนื่องจากมีการปิดโรงกลั่นเก่าในสหรัฐและยุโรปรวมแล้ว1ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณที่โรงกลั่นใหม่เปิดในจีนและอินเดียรองรับความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปที่เพิ่มขึ้นในตลาด ส่งผลให้ค่าการกลั่นเฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ 5-6 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่ไทยออยล์มีการต่อยอดไปสู่ธุรกิจอะโรเมติกส์และสารทำความสะอาด (LAB)และน้ำมันหล่อลื่นของบริษัทลูกมีมาร์จินเพิ่มขึ้นอีก 2เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ทำให้ไทยออยล์มีค่าการกลั่น(GRM)อยู่ที่ 7-8เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

นอกจากนี้ ในปีนี้ไทยออยล์ไม่มีแผนปิดซ่อมบำรุงเหมือนปี2568 ทำให้ปีนี้บริษัทมีการใช้อัตรากำลังการผลิตอยู่ที่ 103%จากปีก่อนอยู่ที่ 100% และการกลับมาใช้งานทุ่นรับน้ำมันดิบ SBM-2 ส่งผลให้ปี2569 ไทยออยล์จะมีผลประกอบการปรับตัวดีขึ้น

สำหรับโครงการCFP จะเพิ่มกำลังการกลั่นน้ำมันจากปัจจุบัน 275,000บารเรล/วันเป็น400,000บาร์เรล/วัน หรือเพิ่มขึ้น40% และสามารถใช้น้ำมันดิบหนัก(Heavy Crude Oil)ที่มีราคาถูก จากแคนนาดา ตะวันออกกลางหรือแม้แต่เวเนซุเอลา ดังนั้นหากน้ำมันดิบหนักจากเวเนซุเอลาออกสู่ตลาดจะส่งผลดีต่อโรงกลั่นไทยออยล์ในอนาคต

ส่วนกรณีที่ปตท.เตรียมหาพันธมิตรถือหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีในเครือฯ ซึ่งรวมถึงไทยออยล์ด้วย นายบัณฑิต กล่าวว่าในแง่ของบริษัท ใครจะเข้ามาเป็นพันธมิตรจะต้องเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กร ถ้าไม่ได้มีส่วนช่วยเพิ่มมูลค่าก็ไม่มีประโยชน์ เพราะไทยออยล์มีกระแสเงินสดเพียงพอ


นางวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการเงินและบัญชี บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทคาดว่ามีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA)จะอยู่ที่ระดับ 700 ล้านเหรียญสหรัฐ หากบริษัทมีค่าการกลั่นทั้งปีเฉลี่ยอยู่ที่ 7-8เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

ที่ผ่านมาบริษัทฯได้ภาระหนี้เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กร โดยปัจจุบันได้ดำเนินการลดภาระหนี้ไปแล้วรวม 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 45,000 ล้านบาท โดยแหล่งเงินทุนมาจากการดำเนินโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นเงินสด (Asset Monetization) หรือการนำทรัพย์สินประเภทโครงสร้างพื้นฐานแปลงเป็นการให้เช่าและบริษัทได้ดำเนินการเช่ากลับ ทำให้บริษัทได้รับเงินสดมาราว 18,230 ล้านบาท โดยได้นำไปลดหนี้ผ่านการทำการซื้อหุ้นกู้คืน (Bond Buyback) และการชำระคืนเงินกู้ระยะยาว ทำให้ระดับ Net Debt/EBITDA ปรับตัวลดลงจาก 5.8 เท่า เหลือระดับ 4.8 เท่า ส่วนอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ในช่วงไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ระดับ 0.7 เท่า ซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ไม่เกิน 1 เท่า


ขณะที่บริษัทยังประสบความสำเร็จในการซื้อคืนหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ มูลค่ารวมกันไม่เกิน 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปในช่วงที่ผ่านมา โดยได้รับส่วนลดถึง 14% ทำให้บริษัทใช้เงินซื้อหุ้นกู้คืนต่ำกว่า 550ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งบริษัทจะบันทึกเป็นกำไรพิเศษเข้ามาได้ในไตรมาส 1/2569


อย่างไรก็ดี ในปีนี้บริษัทไม่มีแผนที่จะออกหุ้นกู้ หรือกู้เงินจากสถาบันการเงินเพิ่มแล้ว เนื่องจากปัจจุบันมีเงินสดในมือไม่ต่ำกว่า 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังไม่รวมกับเงินสดที่ได้จากการดำเนินงาน
กำลังโหลดความคิดเห็น