นายวุธว์ ธนิตติราภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย(CIMBT) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคารสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีกำไรสุทธิจำนวน 2,257.3 ล้านบาท ลดลงจำนวน 594.8 ล้านบาท หรือร้อยละ 20.9 เมื่อเทียบกับผลกำไรสุทธิของปี 2567 กำไรก่อนภาษีเงินได้จำนวน 2,830.4 ล้านบาท ลดลงจำนวน 728.8 ล้านบาทหรือร้อยละ 20.5 สาเหตุหลักเกิดจากการลดลงของรายได้จากการดำเนินงานร้อยละ 8.8 เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นผลมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงจากการลดลงของสินเชื่อ-ส่วนต่างดอกเบี้ยในระหว่างปี ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิลดลงจากการลดลงของค่าธรรมเนียมการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันภัย และการเพิ่มขึ้นของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นร้อยละ 34.3 สุทธิกับการลดลงของค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานร้อยละ 17.2 ทำให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่อรายได้จากการดำเนินงานสำหรับปี 2568 อยู่ที่ร้อยละ 53.3 ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2567 อยู่ที่ร้อยละ 58.7
ทั้งนี้ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เงินให้สินเชื่อสุทธิของกลุ่มธนาคารอยู่ที่ 232.8 พันล้านบาท ลดลงร้อยละ 7.6 เมื่อเทียบกับเงินให้สินเชื่อ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 กลุ่มธนาคารมีเงินฝากจำนวน 301.5 พันล้านบาท ลดลงร้อยละ 6.9 จากสิ้นปี 2567 ซึ่งมีจำนวน 324.0 พันล้านบาท อัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (the Modified Loan to Deposit Ratio)ของกลุ่มธนาคารลดลงเป็นร้อยละ 77.2 จากร้อยละ 77.8 ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 และอัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (Net Interest Margin – NIM)อยู่ที่ร้อยละ 1.9 ลดลงจากงวดเดียวกันปี 2567 อยู่ที่ร้อยละ 2.2 เป็นผลจากการลดลงของ Yield on Earning Asset
ด้านสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) อยู่ที่ 5.2 พันล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 2.2 ลดลงเมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 อยู่ที่ร้อยละ 2.6 สาเหตุเกิดจากการขายสินเชื่อด้อยคุณภาพในระหว่างปี 2568 การบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ การปรับปรุงการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ และกระบวนการในการเก็บหนี้ ขณะที่อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ 171.5 เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 149.0 ค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นของกลุ่มธนาคารอยู่ที่จำนวน 8.8 พันล้านบาท ซึ่งเป็นเงินสำรองส่วนเกินตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยจำนวน 1.5 พันล้านบาท และเงินกองทุนรวมของกลุ่มธนาคาร ณ สิ้นวันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีจำนวน 60.8 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนรวมต่อสินทรัพย์เสี่ยงร้อยละ 21.3 โดยเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ร้อยละ 16.8