หน่วยงานความมั่นคงอินเดียเปิดไซเรนเตือนภัยระดับสูงสุด! ตรวจพบขบวนการ ‘Crypto Hawala’ รูปแบบใหม่สุดซับซ้อน กลายเป็นท่อน้ำเลี้ยงหลักส่งเงินสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายและกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่เปราะบางอย่าง ‘จัมมูและแคชเมียร์’ ชี้คนร้ายใช้วิธีการกองโจรไซเบอร์ จ้างชาวบ้านเปิด ‘บัญชีม้า’ แลกค่าคอมมิชชันต่ำเตี้ย หวังตบตาเจ้าหน้าที่ ตัดตอนเส้นทางเงินจากต่างชาติสู่เงินสดในพื้นที่ โดยอาศัยเทคโนโลยี VPN และ P2P หลบเลี่ยงการตรวจสอบแบบไร้ร่องรอย
สัญญาณอันตรายจากชายแดนอินเดียเริ่มดังขึ้น เมื่อเจ้าหน้าที่ความมั่นคงได้ออกมาเปิดเผยรายงานล่าสุดผ่าน Press Trust of India (PTI) ถึงการค้นพบเครือข่ายการเงินมืดที่เรียกว่า “Crypto Hawala” ซึ่งเป็นการนำระบบโพยแก๊งแบบดั้งเดิม (Hawala) มาอัปเกรดด้วยเทคโนโลยีสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อเลี่ยงการตรวจสอบจากหน่วยงานข่าวกรองทางการเงิน (FIU) อย่างสิ้นเชิง
เปิดกลโกง ‘บัญชีม้า’ คือหัวใจสำคัญ
รูปแบบการทำงานของขบวนการนี้มีความคล้ายคลึงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่คนไทยคุ้นเคย โดยกลุ่มอาชญากรข้ามชาติจะใช้วิธีการจัดหา “บัญชีม้า” (Mule Accounts) เพื่อใช้เป็นที่พักเงินชั่วคราวและทำการ “Layering” หรือโอนซับซ้อนหลายทอดเพื่อกลบเกลื่อนเส้นทางเงิน (Money Trail)
เหยื่อส่วนใหญ่คือชาวบ้านธรรมดาที่ถูกล่อลวงด้วยผลตอบแทนในรูปแบบ “ค่าคอมมิชชัน” เพียง 0.8 ถึง 1.8 เปอร์เซ็นต์ ต่อธุรกรรม แลกกับการมอบบัญชีธนาคารและรหัสผ่านให้กลุ่มขบวนการไปบริหารจัดการ
“วิธีการนี้คือการ ‘หักดิบเส้นทางการเงิน’ (Breaking the financial trail) อย่างสมบูรณ์ ทำให้เงินสกปรกจากต่างประเทศไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นในรูปแบบเงินสดที่ตรวจสอบไม่ได้” เจ้าหน้าที่ระบุ
เส้นทางเงินมรณะ จาก ‘ดิจิทัล’ สู่ ‘กระเป๋าผู้ก่อการ’
ขั้นตอนการฟอกเงินเริ่มต้นจาก “ผู้บงการในต่างแดน” ส่งเหรียญคริปโทฯ ตรงเข้าสู่กระเป๋าเงิน (Wallet) ของม้า โดยไม่ผ่านสถาบันการเงินที่ถูกกฎหมาย จากนั้นเจ้าของกระเป๋าจะเดินทางไปยังเมืองเศรษฐกิจใหญ่ๆ เช่น นิวเดลี หรือ มุมไบ
ณ เมืองหลวงเหล่านั้น พวกเขาจะนัดพบกับ “เทรดเดอร์ตลาดมืด” (Unregulated P2P Traders) เพื่อขายเหรียญแลกเป็นเงินสดในราคาที่ตกลงกันเอง ก่อนจะขนเงินสดเหล่านั้นกลับไปใช้สนับสนุนกิจกรรมก่อความไม่สงบในพื้นที่แคชเมียร์
โยงแก๊งต่างชาติ จีน-พม่า-กัมพูชา พัวพัน
ข้อมูลจากตำรวจจัมมูและแคชเมียร์ระบุชัดเจนว่า ขบวนการนี้มี “มือที่มองไม่เห็น” จากต่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยพบความเชื่อมโยงกับบุคคลจากจีน, มาเลเซีย, เมียนมา และกัมพูชาซึ่งทำหน้าที่สร้างบัญชีคริปโตฯ ให้กับคนท้องถิ่น
กลุ่มคนเหล่านี้ใช้เทคโนโลยี VPN (Virtual Private Network) เพื่ออำพรางตำแหน่งที่ตั้ง (IP Address) และหลบเลี่ยงขั้นตอนการยืนยันตัวตน (KYC) ทำให้เจ้าหน้าที่ยากจะติดตามตัว
รัฐงัดไม้แข็งไล่บี้แลกเปลี่ยนเถื่อน-แบน VPN
สถานการณ์นี้สะท้อนความล้มเหลวของการกำกับดูแล เมื่อพบว่าในปีงบประมาณ 2567 - 2568 มีผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลเพียง 49 ราย เท่านั้นที่ลงทะเบียนถูกต้องกับ FIU ส่วนที่เหลือคือตลาดมืดที่ลอยนวล
ล่าสุด ตำรวจในพื้นที่ได้เริ่มมาตรการขั้นเด็ดขาดด้วยการ “ระงับการใช้งาน VPN” ในภูมิภาคเสี่ยง เพื่อตัดช่องทางการสื่อสารและการสร้างบัญชีผี แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ในขณะที่เทคโนโลยีของฝ่ายผู้ก่อการร้ายกำลังก้าวนำหน้ามาตรการรัฐไปอีกขั้น
อย่างไรก็ตามภัยคุกคามจาก Crypto Hawala คือโจทย์หินของความมั่นคงโลกยุคใหม่ เมื่อเงินทุนก่อการร้ายไม่ได้ถูกขนใส่กระเป๋าเดินทางข้ามชายแดนอีกต่อไป แต่อยู่บนบล็อกเชนที่ไร้ตัวตน และใช้ชาวบ้านตาดำๆ เป็นเครื่องมือฟอกเงิน อินเดียกำลังเผชิญกับศึกหนักที่ต้องสู้ทั้งในโลกจริงและโลกไซเบอร์ไปพร้อมกัน