นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้(20ม.ค.69)ที่ระดับ 31.25 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง”จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา และมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.15-31.40 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 31.21-31.28 บาทต่อดอลลาร์) หลังผู้เล่นในตลาดต่างก็รอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม อีกทั้งในช่วงคืนที่ผ่านมาก็เป็นช่วงวันหยุดของตลาดการเงินสหรัฐฯ เนื่องในวัน Martin Luther King Jr. ทำให้ปริมาณการทำธุรกรรมในตลาดการเงินเบาบางลงจากช่วงปกติ
อย่างไรก็ดี เงินบาทมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง เข้าใกล้โซน 31.20 บาทต่อดอลลาร์ ตามจังหวะการย่อตัวลงของเงินดอลลาร์ และการปรับตัวขึ้นบ้างของราคาทองคำ (XAUUSD) ท่ามกลางประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังร้อนแรงอยู่ หลังประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ได้ขู่ขึ้นภาษีนำเข้ากับเดนมาร์กและอีก 7 ประเทศยุโรป จนกว่าสหรัฐฯ จะบรรลุข้อตกลงซื้อ Greenland
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลตลาดแรงงานของอังกฤษ รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ BOE ที่ล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOE มีโอกาสราว 79% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ ไม่ต่างกับฝั่งของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ซึ่งผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 86% ที่ FED อาจลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง เช่นกัน
ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนีและยูโรโซน โดย ZEW (ZEW Economic Sentiment) ในเดือนมกราคม ที่จะช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มเศรษฐกิจของเยอรมนีและยูโรโซนได้
ทางฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มตลาดแรงงานสหรัฐฯ ผ่านรายงานข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP และรายงานดัชนีภาคธุรกิจโดยเฟดสาขาต่างๆ
นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศยุโรป ในประเด็น Greenland
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในลักษณะ Sideways หลังผู้เล่นในตลาดต่างก็รอรับรู้ปัจจัยอื่นๆ เพิ่มเติม อาทิ ประเด็นการเมืองญี่ปุ่นและผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันศุกร์นี้ รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการจากบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก
ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างวัน เราคงมองว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเงินบาทกับราคาทองคำนั้นยังอยู่ในระดับสูงเกิน 80% (เมื่อประเมินจาก Correlation ในช่วง 1 เดือน) ทำให้การเคลื่อนไหวของราคาทองคำจะส่งผลกระทบต่อเงินบาทเช่นเดิม โดยเรามองว่า แม้ราคาทองคำจะมีจังหวะย่อตัวลงบ้าง ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงบ้าง เข้าใกล้โซนแนวต้าน 31.30 บาทต่อดอลลาร์ ทว่า หากตลาดการเงินโดยรวมยังอยู่ในบรรยากาศปิดรับความเสี่ยง อาจยังพอช่วยหนุนราคาทองคำอยู่ และอาจเห็นการรีบาวด์ขึ้นบ้างของราคาทองคำ ซึ่งจะช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้ เว้นแต่ว่า เงินดอลลาร์จะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องชัดเจน กดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลดลง ซึ่งภาพดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ เมื่อตลาดรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาสดใส จนทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED หรือ ในกรณีที่ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ ออกมาแย่กว่าคาด เช่น ตลาดแรงงานอังกฤษ ส่งสัญญาณชะลอตัวลงชัดเจน จนทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของ BOE กดดันให้ เงินปอนด์อังกฤษ (GBP) อ่อนค่าลงบ้าง
นอกจากนี้ เราสังเกตเห็นว่า ในช่วงที่ผ่านมา บรรดานักลงทุนต่างชาติเริ่มทยอยกลับเข้าซื้อสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติม โดยเฉพาะฝั่งหุ้นไทย ซึ่งอาจเป็นการทยอยเข้าซื้อในธีม Yield & Value Play ส่วนในฝั่งตลาดบอนด์ ก็อาจเห็นแรงซื้อบอนด์ระยะยาวจากฝั่งนักลงทุนต่างชาติบ้าง หลังบอนด์ยีลด์ระยะยาวของไทยได้ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อาทิ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ล่าสุด ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1.84% ซึ่งถือว่า สูงกว่าระดับ Fair ที่เราประเมินไว้ราว 1.75% หากธนาคารแห่งประเทศไทยคงดอกเบี้ยที่ระดับ 1.25%