“พิพัฒน์” ถก “คปภ.-ทิพยประกันภัย” เร่งเครื่องจ่ายเยียวยาเหตุรถไฟความเร็วสูง เครนถล่ม สั่งจ่ายเงินทันที ครอบครัวผู้เสียชีวิตขั้นต่ำรายละ 1.51 ล้านบาท ไม่รวมประกันสังคมและประกันชีวิตส่วนตัวที่เคลมได้อีก ขณะที่สั่ง รฟท.-รถไฟฟ้า เร่งทำประกันผู้โดยสารทุกคน คุ้มครองการเดินทาง
วันนี้ (19 ม.ค. 69) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เป็นประธานประชุมเร่งรัดการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบเหตุเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงถล่มทับขบวนรถไฟด่วนพิเศษที่ 21 (กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี) บริเวณอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก โดยย้ำชัดการเยียวยาต้องทำทันที โดยไม่ให้ติดขัดขั้นตอนเอกสาร นอกจากนี้ยังได้หารือถึง "แนวทางการเร่งรัดช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุบัติเหตุทางรถไฟ" โดยมี นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) นายสมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) นายชยธรรม์ พรหมศรปลัดกระทรวงคมนาคม นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เข้าร่วมประชุม
นายพิพัฒน์เปิดเผยว่า เหตุการณ์เครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงถล่มทับขบวนรถโดยสารเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 30 ราย ซึ่งสามารถยืนยันอัตลักษณ์ผู้เสียชีวิตได้ครบแล้ว ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บมีจำนวนรวม 69 ราย ในจำนวนนี้แพทย์อนุญาตให้เดินทางกลับบ้านได้แล้ว 54 ราย และยังคงมีผู้พักรักษาตัวอยู่ในสถานพยาบาลอีก 15 ราย ซึ่งการช่วยเหลือและเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตจะดำเนินการอย่างเต็มที่ โดย ข้อมูลที่กระทรวงคมนาคมได้รับการยืนยันค่าเยียวยา ประกอบด้วย
- เงินสงเคราะห์พระราชทาน พระราชทาน (อยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์) จำนวน 20,000 บาท
- เงินค่าสินไหมกรมธรรม์ประกันภัย จากบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,000,000 บาท
- จากการรถไฟแห่งประเทศไทย จำนวน 340,000 บาท
- เงินช่วยเหลือจากบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 150,000 บาท ซึ่งจ่ายให้เมื่อมีการรับร่างของผู้เสียชีวิต
นายพิพัฒน์กล่าวว่า เบื้องต้นรวมเงินช่วยเหลือที่ยืนยันแล้วไม่น้อยกว่า 1,510,000 บาทต่อราย ทั้งนี้ ยังอาจมีเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมจากหน่วยงานอื่น เช่น พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย กองทุนช่วยเหลือผู้เสียหายในคดีอาญา กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย และสิทธิประโยชน์ด้านประกันสังคม ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียด รวมไปถึงกรณีที่ผู้เสียชีวิตได้มีการทำกรมธรรม์ประกันชีวิตส่วนตัว รวมถึงประกันสังคมของกระทรวงแรงงาน สามารถดำเนินการเคลมได้ตามสิทธิอีกด้วย
“ในวันที่ 20 ม.ค. 69 เวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล จะมีการส่งมอบเงินเยียวยาในส่วนของกรมธรรม์ประกันภัย จากบริษัท ทิพยประกันภัยฯ จำนวน 1 ล้านบาทต่อราย ซึ่งทายาทหรือญาติที่ได้รับสิทธิตามกฎหมายจะได้รับ ส่วนรายที่ยังไม่เรียบร้อยครบถ้วน ก็ให้ไปดำเนินการตามขั้นตอนทางศาล โดยทิพยประกันภัยฯ จะนำเงินไปวางไว้ที่ศาล หากดำเนินการได้ครบถ้วนแล้วสามารถเบิกเงินที่ศาลได้ ดังนั้น ค่าชดเชยเยียวยากรณีผู้เสียชีวิต จะไม่น้อยกว่า 1,510,000 บาทต่อรายแน่นอน ส่วนผู้บาดเจ็บก็จะมีการดูแลรักษาจนหาย และกรณีชดเชยจะมีคุ้มครองตามประกันภัย”
นายพิพัฒน์กล่าวว่า ผู้บาดเจ็บทุกรายอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์แล้วได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ และยังมีในส่วนของค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งมีวงเงินรวมกว่า 583 ล้านบาท สามารถครอบคลุมค่าเสียหายได้ทั้งหมด
นายพิพัฒน์กล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้พิจารณาเรื่องการประกันการเดินทางให้ผู้โดยสาร เนื่องจากการเดินทางด้วยรถไฟถือว่าปลอดภัย แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่รุนแรง ก็สร้างความกังวลให้ผู้โดยสาร ซึ่งปัจจุบันกระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างศึกษาแนวทาง ที่จะบรรจุประกันการเดินทางรวมในค่าตั๋วรถไฟ รวมถึงรถไฟฟ้า เพื่อให้ผู้โดยสารทุกคนได้รับสิทธิการเยียวยาที่ชัดเจนทันที หากเกิดเหตุในอนาคต และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยระบบขนส่งสาธารณะของประเทศ เป็นเรื่องที่หน่วยงานที่ให้บริการต้องซื้อประกันการเดินทางให้ผู้โดยสาร นอกเหนือจากประกันภัยภาคบังคับและประกันภัยภาคสมัครใจ ซึ่งกรณีระบบรางนั้น เนื่องจาก พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 เพิ่งประกาศออกมา ทำให้มีกฎหมายในการบังคับให้ดำเนินการในส่วนนี้ โดยกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ในฐานะ Regulator จะไปดำเนินการ
“เรื่องนี้ถือว่าเร่งด่วนให้รีบสรุปและนำมาใช้โดยเร็วที่สุด ภายในรัฐบาลนี้ซึ่งยังมีเวลาในช่วงรักษาการอยู่ เป้าหมายเพื่อคุ้มครองผู้โดยสาร และทำให้ทราบว่าเมื่อเกิดเหตุจะได้รับการคุ้มใครองอย่างไร จำนวนเท่าไร
@บอกเลิกสัญญา "อิตาเลียนไทย" 2 โครงการ พร้อมสู้หากถูกฟ้อง
ส่วนกรณีทรัพย์สินของการรถไฟฯ เสียหาย ทั้งขบวนรถไฟ ราง ค่าเสียโอกาส ต่างๆ นั้น นายพิพัฒน์กล่าวว่า จะมีการพิจารณาและดำเนินการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ต่อไป รวมถึงการบอกเลิกสัญญากับอิตาเลียนไทยฯ ทั้ง 2 สัญญาที่เกิดเหตุ ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าสามารถดำเนินการได้ ส่วนเหตุผลทางกฎหมาย ในสัญญาทางปกครอง สัญญาทั้ง 2 ฉบับถือเป็น "สัญญาทางปกครอง" ซึ่งทางกฤษฎีกาแนะนำว่าดำเนินการได้ เนื่องจากเป็นเรื่องของประโยชน์สาธารณะ เน้นการคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นหลัก ด้วยเหตุผลดังกล่าว รัฐจึงมีความพร้อมที่จะบอกเลิกสัญญาเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวม และได้มีการเตรียมรับมือผลกระทบแม้ว่าการบอกเลิกสัญญาอาจนำไปสู่การฟ้องร้องหรือการร้องเรียนจากทางบริษัทเอกชน ยืนยันว่าพร้อมที่จะรับสภาพและรับผิดชอบในฐานะผู้บอกเลิกสัญญา เพื่อให้งานเดินหน้าต่อไปได้
อย่างไรก็ตาม การสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีทั้ง 2 เหตุการณ์ ให้เวลาคณะกรรมการฯ 1 สัปดาห์ คาดว่าจะทราบผลสรุปที่ชัดเจนภายในวันศุกร์ที่ 23 มกราคมนี้