ทิสโก้ประกาศผลการดำเนินงานปี 68 แจ้งกำไรสุทธิ 6,659 ล้านบาท ลดลง 3.5% แจงเป็นผลจากการกลับมาตั้งสำรองในระดับเดิมที่ 1%ของสินเชื่อ พร้อมตั้งเป้าหมายสินเชื่อปีนี้โต 0-5% หวังยอดขายรถยนต์ยังหนุน
นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (TISCO)เปิดเผยถึงประกอบการของทิสโก้ประจำปี 2568 มีกำไรสุทธิ 6,659 ล้านบาท ลดลง 3.5% จากปีก่อนหน้า (YoY) ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 6,901 ล้านบาท ขณะที่งวดไตรมาส 4/2568 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,641 ล้านบาท ผลกำไรสุทธิที่ปรับตัวลดลงดังกล่าว เป็นผลจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครติดที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss ECL) ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.0% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย ซึ่งเป็นไปตามแผนการเพิ่มสำรองกลับเข้าสู่ระดับปกติ รวมถึงรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นและหนี้ภาคครัวเรียนที่อยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม หากมองในด้านของรายได้รวมจากการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้น 2.2% จากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 8.8% อันเนื่องมาจากรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นจากธุรกิจนายหน้าประกันภัย (Bancassurance) ที่เติบโต 5.5% ส่วนรายได้จากดอกเบี้ยลดลง 0.5%เนื่องจากทิศทางดอกเบี้ยขาลงและการลดดอกเบี้ยจากโครงการช่วยเหลือต่างๆ ขณะที่สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ลดลงมาอยู่ที่ 2.3% จากระดับ 2.4%ในปีก่อน โดยปริษัทมีค่าเมื่อสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Coverage Ratio) อยู่ที่ 172%
นอกจากนี้ ธนาคารทิสโก้ยังคงรักษาระดับฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง โดยมีประมาณการจัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (Bi5 Ratio) อยู่ที่ 20.5% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนชั้นต่ำ 11.0% ที่กำหนดโดยธนาคารแห่ง ประเทศไทย และมีอัตราเงินกองทุนชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 18.4% และ 2.1% ตามลำดับ
ด้านเป้าหมายสินเชื่อของธนาคารในปีนี้มองว่าจะอยู่ในระดับคาดการณ์เดิมที่ 0-5% จากปี 2568 ที่ยอดคงค้างสินเชื่ออยู่ที่ 235,779 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.5%จากปีก่อน นำโดยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่จากยอดขายรถยนต์ที่คาดว่าจะเติบโตได้ต่อเนื่องจากปีก่อน รวมถึงสินเชื่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทึ่ได้รับการจัดสรรตามที่เกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ก็จะช่วยให้มีความมั่นใจในการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มนี้มากขึ้น ขณะที่เอ็นพีแอลก็จะพยายามรักษาระดับให้ใกล้เคียงเดิมที่ระดับ 2.3% โดยยังคงความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อและภาวะเศรษฐกิจในอนาคตที่ยังคาดการณ์ได้ยาก
"สินเชื่อปีนี้เป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ยาก แต่ก็มองว่าตัวสินเชื่อรถใหม่น่าจะมีแรงส่งต่อมาจากปีก่อนที่เพิ่มขึ้นในรอบ3ปีก็น่าจะเป็นจุด Bottom แล้วก็จะมาช่วยดันพอร์ตได้เพราะมีสัดส่วนอยู่ถึง 70%ของพอร์ตรถยนต์รวม ส่วนสินเชื่อจำนำทะเบียนปีนี้อาจจะชะลอลงบ้างจากความเสี่ยงที่สูงขึ้น ขณะที่การตั้งสำรองของธนาคารในปีนี้จะไม่กระทบต่อ Bottom Line ของเราแล้ว เนื่องจากในปีที่แล้วได้กลับมาตั้งสำรองในอัตรา 1%ของสินเชื่อตามปกติแล้ว ส่วนโครงการซื้อหุ้นคืนนั้นยังไม่มีแผนในเรื่องดังกล่าว"
สำหรับรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามานั้น นายศักดิ์ชัยกล่าวว่า ก็อยากจะให้มีนโยบายทางเศรษฐกิจที่วาง positionใน Direction ที่คนของเราถนัด หากไปตามแต่ S Curve ที่ต่างชาติอยากเข้ามาก็จะไม่ได้อะไร การเลือกอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาลงทุนก็ควรเป็นอุตสาหกรรมที่เอื้อประโยชน์ต่อประชากรในประเทศ อย่าง ถ้าเอา Data Center ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจ ที่ไม่ต้องใช้แรงงานในประเทศมากนักนอกจากพนักงานรักษาความปลอดภัย แล้วก็เข้ามาใช้ทรัพยากรน้ำไฟของเรามหาศาล ก็ไม่ควรส่งเสริม เป็นต้น แต่ถ้าเป็นกลุ่ม Wellness กลุ่มบริการ ที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ และเป็นแนวที่คนไทยมีความถนัดก็เป็นเรื่องที่เหมาะสม และควรหยุดนโยบายการแจกแบบหว่านเนื่องจากเป็นแนวทางที่ไม่ยั่งยืน และกระทบต่อฐานะทางการคลังของประเทศด้วย ขณะที่ภาคเกษตรกรรมที่มีจำนวนแรงงานอยู่มากกว่าครึ่งของแรงงานทั้งประเทศแต่กลับมีผลิตผลอยู่เพียง 7%นั้นก็ต้องได้รับการพัฒนาเป็นการเฉพาะกลุ่ม เป็นต้น