การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเร่งให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างจริงจัง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง กำลังเดินหน้าปรับนโยบายและทิศทางการลงทุน เพื่อเปลี่ยนเป้าหมายด้านความยั่งยืนให้กลายเป็นโครงการพลังงานสะอาดที่เกิดขึ้นได้จริง
คำถามสำคัญคือ นวัตกรรมและเทคโนโลยีใดจะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกการพัฒนาพลังงานสะอาดของภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย ให้รวดเร็วขึ้น คุ้มค่ามากขึ้น และมีเสถียรภาพมากขึ้น
พลังงานแสงอาทิตย์ แกนหลักของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างชัดเจน จากแรงหนุนทั้งด้านนโยบาย กฎระเบียบ และการลงทุนที่เพิ่มขึ้น รายงานของ BloombergNEF ระบุว่าในปี 2568 จะมีโครงการพลังงานสะอาดที่เตรียมเปิดประมูลไม่น้อยกว่า 20 กิกะวัตต์ ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมของภูมิภาคในการก้าวสู่พลังงานหมุนเวียนในระดับโครงการขนาดใหญ่
ในบรรดาพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด พลังงานแสงอาทิตย์โดดเด่นที่สุด ด้วยศักยภาพด้านทรัพยากร ต้นทุนที่ลดลง และระยะเวลาก่อสร้างที่รวดเร็ว โดยคาดว่ากำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ใหม่ในภูมิภาคจะเพิ่มขึ้นถึง 4.8 กิกะวัตต์ในปี 2568 เติบโตมากกว่า 1.5 เท่าจากปีก่อนหน้า
ไทยและอาเซียนจากนโยบายสู่การลงมือทำ
ประเทศไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ได้กำหนดเป้าหมายพลังงานหมุนเวียนไว้ชัดเจนในแผนพัฒนาพลังงานแห่งชาติ โดยไทยตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์เป็น 43 กิกะวัตต์ภายในปี 2580 ความมุ่งมั่นเหล่านี้จะดึงดูดการลงทุนระยะยาวได้ก็ต่อเมื่อโครงสร้างพื้นฐาน ระบบกริด และกรอบการซื้อขายไฟฟ้ามีความสอดคล้องและเชื่อถือได้
ในประเทศไทย แผน PDP และเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการเตรียมเปิดให้มีการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างเอกชน (DPPA) ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยเร่งการใช้พลังงานสะอาดในภาคธุรกิจ
5 นวัตกรรมโซลาร์ พลิกโฉมพลังงานปี 2569
1. ระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ LFP (BESS)
เทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนฟอสเฟตกำลังกลายเป็นหัวใจของระบบพลังงานหมุนเวียน ด้วยความปลอดภัยสูง อายุการใช้งานยาว และต้นทุนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ตลาด BESS ทั่วโลกเติบโตอย่างก้าวกระโดด และมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มเสถียรภาพให้กับพลังงานแสงอาทิตย์
2. การผสานพลังงานหมุนเวียนเข้ากับระบบกักเก็บพลังงาน
การรวมโซลาร์และพลังงานลมเข้ากับ BESS ช่วยให้สามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพิ่มความมั่นคงให้ระบบกริด ตัวอย่างเช่น โครงการ Limestone Coast North Energy Park ในออสเตรเลีย ซึ่งใช้ระบบกักเก็บพลังงานของ Trina Storage ขนาด 250 MW / 500 MWh
3. การใช้ที่ดินอย่างสร้างสรรค์และไมโครกริดอัจฉริยะ
ตั้งแต่โซลาร์ฟาร์มบนเหมืองร้าง โซลาร์ลอยน้ำ ไปจนถึงโครงการไมโครกริดอัจฉริยะที่ผสานการผลิต-กักเก็บ-ชาร์จ-คายประจุไฟฟ้า (V2G) นวัตกรรมเหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดินและสร้างระบบนิเวศพลังงานรูปแบบใหม่
4. แผงโซลาร์เซลล์ประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่
ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเซลล์แทนเดมเพอรอฟสไกต์/ซิลิคอน ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าสูงกว่า 31% ทรินาโซลาร์ยังเดินหน้าสร้างสถิติโลกด้านกำลังไฟฟ้าและความทนทานของโมดูล เพื่อรองรับสภาพอากาศที่รุนแรงมากขึ้น
5. ดาต้าเซ็นเตอร์พลังงานสะอาดและยั่งยืน
การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์กลายเป็นผู้ใช้พลังงานรายใหญ่ การใช้พลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน เทคโนโลยีระบายความร้อนขั้นสูง และ AI ในการจัดการพลังงาน กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม
ปี 2569 จุดเปลี่ยนของพลังงานไทย
ประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน นวัตกรรมโซลาร์ทั้ง 5 ด้านไม่เพียงช่วยเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าสะอาด แต่ยังสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดต้นทุน และสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ
สำหรับทรินาโซลาร์ เราไม่ได้เป็นเพียงผู้พัฒนาเทคโนโลยี แต่เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่บูรณาการโซลูชันด้านพลังงาน เพื่อสนับสนุนประเทศในภูมิภาคให้เปลี่ยนเป้าหมายด้านพลังงานสะอาดให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้
ภายใต้ภารกิจ “Solar Energy for All” เราเชื่อว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาควิจัย จะเป็นพลังสำคัญในการผลักดันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สู่การเป็นผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียน และสร้างอนาคตพลังงานที่สะอาด เท่าเทียม และยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป