โลกการเงินเดือดจัด! ผู้นำธนาคารกลางชั้นนำของโลก 11 แห่ง ผนึกกำลังออกแถลงการณ์ด่วนปกป้อง “เจอโรม พาวเวลล์” ประธานเฟด หลังถูกรัฐบาลทรัมป์รุกฆาตด้วยการยกระดับสอบสวนคดีอาญาปมใช้งบปรับปรุงอาคารบานปลาย 2.5 พันล้านดอลลาร์ พาวเวลล์เปิดหน้าชนลั่นนี่คือการ “แก้แค้น” ทางการเมืองเหตุไม่ยอมลดดอกเบี้ยตามสั่ง หวั่นทำลายความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ด้านตลาดทุนเริ่มสั่นคลอน เงินดอลลาร์อ่อนค่ารับแรงกระแทกจากศึกงัดข้ออำนาจฝ่ายบริหารกับนโยบายการเงิน
กลายเป็นวาระระดับโลกที่สั่นสะเทือนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เมื่อผู้นำจาก 11 ธนาคารกลางหลักของโลก (อาทิ ธนาคารกลางยุโรป, ธนาคารกลางอังกฤษ, ธนาคารกลางแคนาดา, ธนาคารกลางเกาหลีใต้ และธนาคารแห่งชาติสวิส ฯลฯ) ตัดสินใจเคลื่อนไหวครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยการออกแถลงการณ์ร่วมเพื่อแสดงจุดยืน “เคียงข้างเจอโรม พาวเวลล์ อย่างเต็มที่” (Stand in full solidarity)
ผนึกกำลัง ‘มหามิตร’ ต้านเกมการเมือง
ถ้อยแถลงดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการให้กำลังใจ แต่เป็นการส่งสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดไปยังทำเนียบขาวว่า การใช้เกมการเมืองเข้าแทรกแซงการทำงานของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะนำมาซึ่งหายนะ ความเป็นอิสระของธนาคารกลางคือหัวใจสำคัญของการรักษาเสถียรภาพด้านราคาและความเชื่อมั่นของสาธารณชน หากเสาหลักนี้ถูกสั่นคลอน ตลาดการเงินทั่วโลกอาจเผชิญกับความผันผวนที่ยากจะควบคุม
กลุ่มพันธมิตรธนาคารกลางยกย่องพาวเวลล์ว่าเป็นเพื่อนร่วมงานที่น่านับถือ ผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยยึดมั่นในพันธกิจอย่างเคร่งครัด ท่ามกลางมรสุมทางการเมืองที่โหมกระหน่ำ
ส่องปมร้าวลึก จาก ‘ค่าก่อสร้าง’ สู่ ‘ดอกเบี้ย’
ชนวนเหตุของความขัดแย้งระลอกล่าสุด เกิดขึ้นหลังจากที่ "เจอโรม พาวเวลล์" ออกมาเปิดเผยเมื่อวันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมาว่า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) ได้ส่งหมายเรียกจากคณะลูกขุนใหญ่ (Grand Jury Subpoenas) มายังเฟด พร้อมขู่ว่าจะดำเนินคดีอาญา โดยอ้างอิงถึงคำให้การของเขาต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภาเมื่อเดือนมิถุนายน 2568
ประเด็นที่ถูกหยิบมาโจมตีคือโครงการปรับปรุงอาคารสำนักงานใหญ่ของเฟดในวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งงบประมาณบานปลายไปถึง 2.5 พันล้านดอลลาร์ (สูงกว่าที่ประเมินไว้ราว 700 ล้านดอลลาร์)
ทว่า ในสายตาของพาวเวลล์ นี่ไม่ใช่เรื่องของการตรวจสอบทุจริตปกติ แต่คือ “การเชือดไก่ให้ลิงดู” เขาตอบโต้ผ่านแถลงการณ์ทางโทรทัศน์อย่างดุเดือดว่า ภัยคุกคามทางกฎหมายนี้มีต้นตอมาจากการที่เฟดตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง ซึ่งขัดใจประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เรียกร้องให้ลดดอกเบี้ยมาโดยตลอด
“นโยบายการเงินกำลังเสี่ยงที่จะถูกกำหนดทิศทางด้วย ‘การข่มขู่’ (Intimidation) แทนที่จะเป็นหลักฐานทางเศรษฐกิจเราตัดสินใจบนพื้นฐานของสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน ไม่ใช่ตามความพึงพอใจของประธานาธิบดี” พาวเวลล์ กล่าวเน้นย้ำ
‘ทรัมป์’ ปัดพัลวัน-เตรียมส่งคนเสียบแทน
ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ รีบออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้อง โดยยืนกรานว่าตนไม่รู้เรื่องหมายเรียกดังกล่าว และ “ไม่เคยแม้แต่จะคิด” ที่จะใช้กระทรวงยุติธรรมไปบีบเฟดเรื่องดอกเบี้ย แต่ก็ไม่วายสาดโคลนใส่คู่ปรับเก่า โดยวิจารณ์ว่าพาวเวลล์นั้นไร้น้ำยา ทั้งในการบริหารนโยบายการเงินและในการคุมงานก่อสร้าง
อย่างไรก็ตาม เกมนี้ดูเหมือนจะถูกวางหมากไว้แล้ว พาวเวลล์กำลังจะหมดวาระประธานเฟดในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 (แม้ตำแหน่งผู้ว่าการจะอยู่ยาวถึงปี 2571) ซึ่งทรัมป์ประกาศชัดเจนว่าจะไม่ต่ออายุให้ และมีชื่อของ เควิน แฮสเซ็ต ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ เป็นตัวเต็งที่จะเข้ามาเสียบแทน เพื่อเปลี่ยนทิศทางนโยบายให้เป็นไปตามที่ทำเนียบขาวต้องการ
ตลาดทุนผวาเดิมพันความเชื่อมั่นกระทบมหภาค
ปฏิกิริยาของตลาดตอบรับข่าวนี้ด้วยความกังวลทันที ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับตัวอ่อนค่าลง ขณะที่ตลาดหุ้นล่วงหน้า (Futures) ร่วงลง และพันธบัตรรัฐบาลพุ่งขึ้น (Yield ลดลง) สะท้อนให้นักลงทุนเริ่มไม่มั่นใจในเสถียรภาพของสถาบันการเงินที่สำคัญที่สุดในโลก
อย่างไรก็ดีการสอบสวนคดีอาญาต่อประธานเฟด ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวของพาวเวลล์ แต่คือก้าวที่อันตรายของการเมืองสหรัฐฯ ที่พยายามทลายกำแพงความเป็นอิสระของสถาบันหลัก การรวมพลังของ 11 ธนาคารกลางทั่วโลกจึงเป็นปราการด่านสุดท้ายที่จะยันไม่ให้ "ลัทธิแทรกแซง" ลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตการเงินโลกครั้งใหม่ซึ่งอาจกระจายเป็นวงกว้างในหลายประเทศทั่วโลก