xs
xsm
sm
md
lg

ทีทีบีมองเศรษฐกิจไทยต้อง'กระตุ้น-ซ่อมสร้าง'-ชู Reinvent Thailand เร่งพลิกฟื้นศักยภาพ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



'ปิติ ตัณฑเกษม'มองเศรษฐกิจไทยต้องการทั้ง 'กระตุ้น-ซ่อม-สร้าง' หาหัวรถจักรใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-นำพาธุรกิจเดินหน้า ชู Reinvent Thailand พลิกฟื้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ยังคงเน้นประคองลูกค้าเป็นหลัก

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) (TTB)
เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ ยังไม่มีปัจจัยในประเทศที่เข้ามาเป็นแรงส่งให้เติบโตดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการค้าชายแดนก็ยังมึปัญหาอยู่ แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับที่ต่ำแต่ก็ไม่สามารถเป็นแรงส่งให้เศรษฐกิจเติบโตได้ ในทางกลับกันดอกเบี้ยที่ต่ำอาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้ฝากเงินที่ต้องใช้ดอกเบี้ยในการยังชีพ ที่จะต้องหาช่องทางอื่นที่มีความเสี่ยงสูงแต่ผลตอบแทนดีกว่ามาชดเชยรายได้ดอกเบี้ย และมีความเสี่ยงสูงตามไปด้วย

ทั้งนี้ การที่จะให้จีดีพีกลับมาเติบโตได้ในระดับเดิมต้องทำอยู่3เรื่อง คือ กระตุ้น ซ่อม สร้าง แต่ปัจจุบันประเทศไทยทำอยู่ส่วนเดียว คือ กระตุ้น เป็นการกระตุ้นจากการแจก ซึ่งหากเพียงส่วนเดียวไม่ได้ซ่อม-สร้างศักยภาพก็จะยังถดถอยไปเรื่อยๆ และถ้าเงินหมดไปกับกระตุ้น ก็จะไม่เหลือไปถึงการซ่อมและสร้างระบบเศรษฐกิจไทยจะกลายเป็นชราภาพมากไปในที่สุด

"สิ่งที่เราเรียกกันว่าการเติบโตต่ำกว่าศักยภาพนั้น แท้จริงคือศักยภาพเหล่านั้นต่ำลงเรื่อยๆนั่นเอง แล้วถ้าเราไม่สามารถดึงศักยภาพขึ้นมาได้ เศรษฐกิจก็ไม่กลับมาเช่นกัน เพราะว่าเศรษฐกิจรูปแบบเก่าที่ทำให้เราโตมานั้น เป็นระบบหัวรถจักรเดิมที่ไปไม่ได้ดีอย่างเดิมแล้ว เราต้องหาหัวรถจักรใหม่ที่จะมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่จะต้องพ่วงหลายอีกโบกี้ไปด้วย นั่นก็คือเศรษฐกิจขนาดใหญ่ลากธุรกิจขนาดกลางขนาดเล็กให้เติบโตไปคู่กับด้วย จึงจะลากเศรษฐกิจในประเทศให้สามารถเพิ่มมูลค่าได้ ระบบสุดท้ายคือคนในประเทศให้สามารถมีการจ้างงานที่มีรายได้ที่ดี ยกตัวอย่างธุรกิจยานยนต์จากญี่ปุ่นเข้ามาแล้วก็มี supply chain มีอุปกรณ์ทำชิ้นส่วน เกี่ยวโยงกับวัตถุดิบต่างๆ จากผลิตภัณฑ์จากพลาสติก โยงไปถึงโรงงานผลิตจากเม็ดพลาสติกมาเป็นชิ้นส่วนยานยนต์และอื่นๆ ซึ่งสามารถสร้างเศรษฐกิจมากมาย รวมถึงแรงงานในภาคการผลิต แต่รูปแบบนี้มันแผ่วไปเรื่อยๆเพราะรถที่สร้างในประเทศสู้รถนำเข้าจากประเทศจีนไม่ได้ แล้วก็คงแย่ไปเรื่อยๆถ้าเราไม่สามารถสร้างหัวรถจักรจากทางเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ได้ เพราะรายได้ของประชาชน-ธุรกิจก็นำพารายได้มาสู่รัฐในรูปแบบของภาษีด้วย"

ดังนั้น จึงเป็นที่มาของ Reinvent Thailand ที่ภาคเอกชนได้จัดทำขึ้น ด้วยมุมมองที่ว่าควรมีการออกแบบนโยบายในการพัฒนาประเทศที่ชัดเจนและไม่เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ทางการเมือง เปรียบเสมือนการสร้างบ้านที่ต้องการออกแบบโดยสถาปนิก แล้วจึงมีวิศวกรมาออกแบบวิธีการ จากนั้นจึงเป็นผู้รับเหมามาทำ แต่ปัจจุบันระบบการเมืองคือเลือกผู้รับเหมาก่อน แล้วจะออกแบบผิดบ้างถูกบ้างก็ไม่รู้ วิศวกรไม่ต้องมีสุดท้ายก็สร้างและล้มลง เพราะสิ่งที่คิดมันไม่ได้เวิร์คแล้วทิ้งงานกลางทางเปลี่ยนผู้รับเหมาใหม่ ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะเป็นการ Reset Thailand เป็นการร่วมกันทำระหว่างคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) สภาพัฒน์ และธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) โดยเน้นเรื่องสามแกนที่ต้องการคิดใหม่ แกนประชาชน แกนเศรษฐกิจ และแกนภาครัฐ

นายปิติกล่าวอีกว่า ในส่วนของธนาคารนั้น สภาวะปัจจุบันการประคองธุรกิจและลูกค้าถือเป็นปัญหาใหญ่ เพราะการกระตุ้นไม่ได้แก้ปัญหาที่รากฐาน ทั้งลดดอกเบี้ย ช่วยยืดหนี้ ช่วยใส่สภาพคล่อง แต่ไม่ได้ซ่อมหรือสร้าง ไม่มีหัวรถจักรใหม่เข้ามาขับเคลื่อนธุรกิจในที่สุดก็เป็นศูนย์หมด และหากปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกก็จะถือเป็นดาบสองคมที่จะกระทบกับผู้ออมเงินบางส่วนด้วย ซึ่งหากถามว่าแบงก์ทำอย่างไร ก็ถือว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก

สำหรับในมุมของนักลงทุนในภาพเศรษฐกิจแบบนี้ในเรื่องของความเชื่อมั่น ซึ่งธนาคารถือว่ามีความเสถียรอยู่แล้ว โดยพยายามบริการความเสี่ยงของธุรกิจอย่างเข้มข้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือสินเชื่อไม่โต จากทั้งด้านอุปสงค์ที่ความต้องการสินเชื่อที่ต่ำจากความไม่เชื่อมั่นด้วย ซึ่งก็คงต้องรอผลจากการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์นี้ด้วยว่าจะออกมาอย่างไร
กำลังโหลดความคิดเห็น