ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ พ.ย.68 มูลค่า 1,461.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 76.73% บวกต่อเนื่อง 13 เดือนติด หากรวมทองคำ เพิ่ม 18.73% ยอด 11 เดือน ปี 68 ไม่รวมทองคำ เพิ่ม 49.17% รวมทองคำ เพิ่ม 46.22% เผยเฉพาะทองคำส่งออกเดือน พ.ย.ลด 51.15% แม้ราคาตลาดโลกพุ่งทำนิวไฮ เหตุราคาผันผวนแรง ส่วนผลกระทบภาษีสหรัฐฯ ตอนนี้ยังไม่มี แต่ต้องจับตาระยะต่อไป หลังเศรษฐกิจหลายประเทศเริ่มกระทบ และบาทแข็ง ทำขีดแข่งขันผู้ประกอบการลดลง
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน พ.ย.2568 มีมูลค่า 1,461.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 76.73% ขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่อง 13 เดือนติดต่อกัน หากรวมทองคำ มูลค่า 1,796.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.73% และการส่งออกรวม 11 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) ไม่รวมทองคำ มูลค่า 12,853.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 49.17% รวมทองคำ มูลค่า 24,754.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 46.22%
ทั้งนี้ การส่งออกเฉพาะทองคำในเดือน เดือน พ.ย.2568 มูลค่า 335.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 51.15% เพราะตลาดทองคำมีความผัวผวนจากราคาทองคำตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น และทำสถิติราคานิวไฮต่อเนื่อง จากการที่คนหันหาสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้การเก็งกำไรทองคำในช่วงนี้มีความเสี่ยง การส่งออกจึงชะลอตัวลง ส่วนยอดรวมส่งออกทองคำ 11 เดือน มีมูลค่า 11,900.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 43.16% จากการที่มีการส่งออกไปเก็งกำไรราคาทองคำ ที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้านี้
ทางด้านตลาดส่งออกสำคัญ ฮ่องกงเพิ่ม 3.43% เยอรมนี เพิ่ม 9.13% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 35.02% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่ม 90.38% อิตาลี เพิ่ม 6.94% ญี่ปุ่น เพิ่ม 16.09% สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 0.11% ส่วนสหรัฐฯ กลับมาติดลบ 0.29% จากการที่ผู้นำเข้าได้เร่งนำเข้าก่อนหน้านี้ และเบลเยียม ลด 20.37%
ส่วนการส่งออกสินค้า แพลทินัม เพิ่ม 2,754.13% จากการส่งออกไปอินเดียเมื่อช่วงต้นปีเกือบทั้งหมด เครื่องประดับเงิน เพิ่ม 35.32% เครื่องประดับทอง เพิ่ม 12.24% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 712.28% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน เพิ่ม 8.81% เครื่องประดับเทียม เพิ่ม 10.53% ส่วนพลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ลด 14.42% เพชรก้อน ลด 44.33% เพชรเจียระไน ลด 23.13%
นายสุเมธกล่าวว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทย ยังคงเติบโตได้ต่อเนื่อง เพราะสถานการณ์ความตรึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีนผ่อนคลายลง ปัจจุบันหลายประเทศมีคำสั่งซื้อเข้ามาต่อเนื่อง ต้นทุนการผลิตของไทยต่ำกว่าประเทศอื่น และระดับภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่เริ่มบังคับใช้ 7 ส.ค.2568 ไทยถูกจัดเก็บใกล้เคียงกับภูมิภาค แต่ต่ำกว่าจีนและอินเดีย ทำให้สินค้าไทยแข่งขันได้ในตลาดสหรัฐฯ ส่วนปัญหาการซัตดาวน์ในสมัยที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แม้จะยุติลงแล้ว แต่ก็ได้ส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคสหรัฐฯ ซึ่งต้องจับตาดูในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทิศทางการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจะยังคงขยายตัว แต่ต้องจับตามปัจจัยเสี่ยงจากภาษีสหรัฐฯ ที่บังคับใช้เต็มรูปแบบมาระยะหนึ่งแล้ว และส่งผลให้เศรษฐกิจของหลายประเทศชะลอตัวลง ทำให้ความต้องการสินค้าฟุ่มเฟือยลดลง รวมไปถึงเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจคู่ค้าชะลอตัวลง ขณะที่เงินบาทที่แข็งค่า มีส่วนทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยลดลง โดยผู้ประกอบการไทยจะต้องเร่งปรับตัว ใช้ช่องทางออนไลน์ในการขายสินค้า และนำเอไอมาใช้เป็นเครื่องมือขายสินค้า เพื่อสนับสนุนงานหลังบ้าน การวิเคราะห์ข้อมูลตลาด การบริหารซัปพลายเชน และการสื่อสารขั้นต้น แต่สุดท้ายการซื้อขายอัญมณีและเครื่องประดับ ยังคงต้องอาศัยมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เพราะเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง และผูกพันกับอารมณ์ ความเชื่อมั่น และความมั่นใจในแบรนด์ ซึ่งผู้ประกอบการไม่ควรละเลย