ธนาคารเอชเอสบีซีเปิดผลสำรวจ HSBC Global Trade Pulse 2025 (เอชเอสบีซี โกลบอล เทรด พัลส์ 2025)ซึ่งสำรวจบริษัทจำนวน 6,750 แห่ง ที่ตั้งอยู่ใน 17 ประเทศทั่วโลก เผยองค์กรภาคธุรกิจในเอเชียเริ่มแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวและเสถียรภาพที่ดีขึ้น ความกังวลด้านรายได้บริษัทผ่อนคลายลง และเริ่มมีรูปแบบในการดำเนินการค้าระหว่างประเทศใหม่ ๆ เกิดขึ้น ภายหลังการประกาศมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ หรือ “Liberation Day tariffs” เมื่อกว่า 6 เดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ หลายประเทศในเอเชียยังระบุว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าล่าสุดช่วยสนับสนุนการเติบโตทางธุรกิจในระยะสั้น มากกว่าที่จะเป็นอุปสรรค
นายอดิตยา กาห์เลาต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานบริการการค้าระหว่างประเทศ ประจำภูมิภาคเอเชีย ธนาคารเอชเอสบีซี กล่าวว่า ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนว่า แม้การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าหลักจะยังคงดำเนินต่อไป แต่ภาคธุรกิจในปัจจุบันมีมุมมองเกี่ยวกับภาพรวมด้านการค้าระหว่างประเทศที่ชัดเจนขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี 2568 ที่ผ่านมา โดย 67% ของบริษัทที่ร่วมตอบแบบสำรวจทั่วโลกมีความเข้าใจถึงผลกระทบของนโยบายการค้าที่มีต่อธุรกิจของตนมากขึ้นกว่าหกเดือนที่ผ่านมา
โดย 88% ของบริษัทที่ร่วมตอบแบบสำรวจจากทั่วโลกมีความเชื่อมั่นในความสามารถขององค์กรของตนในการขยายการค้าระหว่างประเทศในช่วงสองปีข้างหน้า โดยบริษัทขนาดใหญ่ที่มีรายได้มากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี มีมุมมองเชิงบวกมากกว่าองค์กรขนาดเล็กกว่า เห็นได้จาก 46% ของบริษัทขนาดใหญ่ที่ตอบแบบสอบถามระบุว่ามี “ความเชื่อมั่นอย่างมาก” ต่อการเติบโตของการค้าระหว่างประเทศ ขณะที่บริษัทที่มีรายได้ต่ำกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีมีเพียง 38% ของกลุ่มตัวอย่าง
สำหรับภาคธุรกิจในเอเชียนั้น 86% ของบริษัทในเอเชียยังคงมีความเชื่อมั่นต่อการเติบโตของการค้าระหว่างประเทศ โดย 32% ของธุรกิจในเอเชียได้เข้าขยายการค้าระหว่างประเทศเข้าสู่ประเทศใหม่ ๆ แล้ว และอีก 50% มีแผนจะขยายการค้าระหว่างประเทศเข้าสู่ประเทศใหม่ ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางการค้าน้อยกว่า โดยเมื่อแรงกดดันจากมาตรการภาษีเริ่มผ่อนคลาย ธุรกิจในเอเชียคาดว่าการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานจะส่งผลกระทบต่อรายได้น้อยลงเมื่อเทียบกับหกเดือนก่อน โดยเฉลี่ยแล้วธุรกิจในเอเชียคาดการณ์ว่าจะได้รับผลกระทบเชิงลบต่อรายได้ในช่วงสองปีข้างหน้าที่ 13% ซึ่งลดลงจาก 18% ในการสำรวจ Trade Pulse ครั้งแรกเมื่อประมาณหกเดือนก่อน ในขณะที่ธุรกิจในเอเชียที่กังวลว่าจะสูญเสียรายได้ 25% หรือมากกว่านั้น ได้ลดลงเหลือต่ำกว่าหนึ่งในห้า (18%) จาก 35% เมื่อหกเดือนก่อน และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 22% เล็กน้อย
**“เอเชียเพื่อเอเชีย” ได้รับแรงหนุนเพิ่มขึ้น**
นายอดิตยากล่าวอีกว่า เมื่อแนวโน้มด้านภาษีนำเข้าเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ส่งผลให้รูปแบบทางการค้าระหว่างประเทศใหม่ ๆ เริ่มเกิดขึ้น โดยธุรกิจในเอเชียหันมาเพิ่มน้ำหนักความสำคัญของภูมิภาคเอเชียมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเชิงกลยุทธ์ทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเมื่อเจาะลึกไปยังกลุ่มธุรกิจในเอเชีย พบว่า 41% มีแผนเพิ่มการพึ่งพาทางการค้ากับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น, 34% มีแผนเพิ่มการพึ่งพาเอเชียตะวันออกและเอเชียเหนือ และ 29% มีแผนเพิ่มการพึ่งพาเอเชียใต้ ในขณะที่ 30% ของธุรกิจในเอเชียยังมีแผนเพิ่มการพึ่งพายุโรป
"แนวคิด ‘เอเชียเพื่อเอเชีย’ ไม่ใช่เพียงสโลแกนอีกต่อไป แต่สะท้อนจากข้อเท็จจริงที่ว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นที่ตั้งของข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) อีกทั้งตลาดผู้บริโภคที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจดิจิทัลที่แข็งแกร่ง และเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานที่มีความพร้อม ล้วนทำให้ภูมิภาคนี้เป็นเป้าหมายที่น่าสนใจ ไม่เพียงสำหรับธุรกิจในเอเชียเท่านั้น แต่รวมถึงบริษัททั่วโลกด้วย"
ขณะที่ภาคธนาคารมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการสนับสนุนการตัดสินใจของภาคธุรกิจ ท่ามกลางความผันผวนที่เกี่ยวข้องกับการค้า โดย 89% ของธุรกิจในเอเชียระบุว่าบทบาทของธนาคารมีความสำคัญเพิ่มขึ้นตามความซับซ้อนของการดำเนินธุรกิจข้ามพรมแดน ดังนั้น การให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ด้านการขยายธุรกิจระหว่างประเทศจึงเป็นการสนับสนุนอันดับต้น ๆ ที่ภาคธุรกิจต้องการจากธนาคาร รองลงมาคือเครื่องมือบริหารความเสี่ยง และการสนับสนุนด้านความยืดหยุ่นทางธุรกิจ เช่น การจำลองสถานการณ์ การวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ และการคาดการณ์กระแสเงินสด