xs
xsm
sm
md
lg

Coinbase เตือนภัย ควอนตัมคอมพิวเตอร์อาจทำบิทคอยน์กว่า 1 ใน 3 ถูกแฮก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ผู้บริหารระดับสูงจาก ‘Coinbase’ ออกโรงเตือนภัยระดับโครงสร้างถึงวงการคริปโต ชี้การมาถึงของ ‘ควอนตัมคอมพิวเตอร์’ อาจเป็นจุดจบของระบบรักษาความปลอดภัยยุคปัจจุบัน ประเมิน Bitcoin กว่า 1 ใน 3 ของทั้งตลาด หรือราว 6.5 ล้านเหรียญ อยู่ในภาวะ ‘เสี่ยงถูกปล้น’ โดยเฉพาะเหรียญยุคบุกเบิกและเหรียญที่โชว์ Public Key หราบนเชน ด้านสถาบันยักษ์ใหญ่ ‘BlackRock’ เริ่มขยับเตือนนักลงทุนแล้ว ขณะที่กูรูเสียงแตก ‘Michael Saylor’ มองมุมต่าง เชื่อวิกฤตนี้จะยิ่งทำให้ Bitcoin แข็งแกร่งขึ้น

ประเด็นความปลอดภัยทางไซเบอร์กลับมาเป็นที่ถกเถียงอย่างดุเดือดอีกครั้ง เมื่อ David Duong หัวหน้าฝ่ายวิจัยการลงทุนระดับโลกของ Coinbase ได้จุดประเด็นเรื่อง “Q-day” หรือวันที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมทรงพลังพอที่จะทำลายระบบเข้ารหัสในปัจจุบัน โดยเตือนว่า Bitcoin กำลังก้าวเข้าสู่ “ระบอบใหม่” (New Regime) ที่ความเสี่ยงนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

จุดตาย 33% เมื่อกุญแจสาธารณะกลายเป็นดาบสองคม

หัวใจของความกังวลอยู่ที่อัลกอริทึมของควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า Shor’s Algorithm ซึ่งในทางทฤษฎีสามารถคำนวณหา “Private Key” (รหัสลับสำหรับโอนเงิน) ได้ หากรู้ “Public Key” (ที่อยู่กระเป๋าที่เปิดเผย)

จากการวิเคราะห์ข้อมูลบนบล็อกเชน (On-chain data) จนถึงบล็อกที่ 900,000 พบตัวเลขที่น่าตกใจว่า มี Bitcoin จำนวนประมาณ 6.51 ล้าน BTC หรือคิดเป็น 32.7% ของอุปทานทั้งหมดที่ถูกเก็บอยู่ในรูปแบบที่ “เปราะบาง” ต่อการถูกโจมตี ได้แก่

1.Legacy Pay-to-Public-Key (P2PK) : รูปแบบที่อยู่ยุคเก่าที่ใช้กันมากในสมัย Satoshi Nakamoto
2.Bare Multisig Scripts : ระบบลายเซ็นหลายคนที่ไม่ได้ถูกห่อหุ้มให้ปลอดภัย
3.Taproot บางประเภท : ที่มีการเปิดเผย Public Key บนเชนแล้ว

เหรียญเหล่านี้เปรียบเสมือนตู้เซฟที่แปะรหัสผ่านไว้หน้าตู้ รอวันที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมจะเดินมาเปิด ในขณะที่กระเป๋าเงินยุคใหม่จะปลอดภัยกว่า เพราะจะเปิดเผย Public Key เพียงชั่วเสี้ยววินาทีตอนทำธุรกรรมเท่านั้น (Short-range attack window)

สัญญาณเตือนจากสถาบัน BlackRock ไม่นิ่งเฉย

ความกังวลนี้ไม่ได้จำกัดแค่วงนักเทคนิค แต่ลามไปถึงระดับสถาบันการเงินโลก BlackRock ผู้จัดการสินทรัพย์เบอร์หนึ่ง ได้ระบุความเสี่ยงเรื่องควอนตัมลงในหนังสือชี้ชวนฉบับแก้ไขของกองทุน iShares Bitcoin Trust ETF ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 สอดคล้องกับท่าทีของสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ที่เร่งผลักดันให้โครงสร้างพื้นฐานสำคัญย้ายไปใช้ระบบเข้ารหัสแบบ Post-Quantum Cryptography ภายในปี 2578

ที่มา: เดวิด ดูอง
วิวาทะเดือด หายนะ หรือ โอกาส?

ในขณะที่ Nic Carter นักลงทุน VC มองว่าอุตสาหกรรมกำลัง “หลอกตัวเอง” (Denial) และไม่เตรียมพร้อมรับมือ แต่ผู้เล่นรายอื่นกลับมองต่างมุม

ด้าน Adam Back (CEO Blockstream) ยืนยันว่านักพัฒนากำลังซุ่มทำระบบป้องกันเงียบๆ และยังไม่ใช่ภัยคุกคามระยะประชิด

ขณะที่ Michael Saylor (MicroStrategy) มองโลกในแง่ดีสุดขั้ว โดยเชื่อว่าหากควอนตัมมาถึงจริง จะเป็นผลดีต่อราคา Bitcoin เพราะเหรียญที่มีการเคลื่อนไหว (Active Coins) จะถูกย้ายไปสู่ระบบรักษาความปลอดภัยใหม่ ส่วนเหรียญที่ตายซาก (Inactive/Lost Coins) รวมถึงเหรียญของ Satoshi ที่เจ้าของไม่อยู่แล้ว จะถูกแช่แข็งตลอดกาลเพราะย้ายไม่ทัน ทำให้ “Effective Supply” ลดลง และราคาจะพุ่งขึ้น

ทางรอดทางเดียว Hard Fork และการอัปเกรด


ทางออกของปัญหานี้คือการอัปเกรดระบบไปสู่มาตรฐานการเข้ารหัสแบบใหม่ (Quantum-resistant standards) ซึ่งสถาบัน NIST ของสหรัฐฯ ได้รับรองมาตรฐานแล้วในปี 2567 แต่การจะนำมาใช้กับ Bitcoin นั้นไม่ง่าย เพราะต้องอาศัยฉันทามติ (Consensus) ระดับสูง และอาจต้องทำ Hard Fork ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่

ทั้งนี้สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในตอนนี้อาจไม่ใช่การโจมตีในวันนี้ แต่คือกลยุทธ์ “Harvest Now, Decrypt Later” ที่แฮกเกอร์อาจกำลังดูดข้อมูลธุรกรรมเก็บไว้ เพื่อรอวันที่เทคโนโลยีพร้อมแล้วกลับมาเจาะรหัสย้อนหลัง ผู้ถือครอง Bitcoin ระยะยาว (HODLers) ในกระเป๋ายุคเก่า จึงเป็นกลุ่มเสี่ยงที่สุดที่ต้องจับตาดูสถานการณ์นี้อย่างไม่กะพริบตา