xs
xsm
sm
md
lg

ตลาดหุ้นไทยกำลัง“ผลัดใบ” แม้3ปีดัชนีร่วง-วอลุ่มเทรดหด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


  ถอดรหัสตลาดหุ้นไทย 3 ปีแห่งการ ‘ผลัดใบ’ เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ยุค New Engine หลังตลอดปี 2566–2568 ผ่านมรสุมจนดัชนีปรับฐานลงอย่างต่อเนื่องจากระดับ 1,660 จุด สู่ 1,259 จุด ท่ามกลางสภาพคล่องที่หดตัวลงจนเหลือเฉลี่ยเพียง 40,000 ล้านบาทต่อวัน สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงแค่แรงกดดันจากปัจจัยภายนอก แต่คือภาพสะท้อนของ "กับดักอุตสาหกรรมดั้งเดิม" ที่กำลังถูกท้าทายด้วยเทคโนโลยีและสินทรัพย์ทางเลือกใหม่ๆ แต่ตลาดหุ้นไทยยังไม่หมดเสน่ห์ ด้วยราคาหุ้นคุณภาพสูงที่ต่ำ อัตราปันผลที่น่าสนใจ และหลายธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน  


เส้นทางของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา(2566-2568) เป็นภาพสะท้อนของการปรับฐานครั้งใหญ่ โดยมีความต่อเนื่องของสถานการณ์ที่ส่งต่อกันปีต่อปี ที่น่าสนใจ โดยเริ่มที่ปี 2566 ตลาดหุ้นไทยเริ่มต้นปีด้วยความหวังที่ดัชนีประมาณ 1,668 จุด ทว่าตลอดทั้งปีกลับต้องเผชิญกับมรสุมรอบด้าน ส่งผลให้ดัชนีมาปิดตัวลงที่ประมาณ 1,415 จุด ลดลง 15.1% ในด้านสภาพคล่อง มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 53,331 ล้านบาท (ลดลงจากปีก่อนหน้าเกือบ 30%) สาเหตุหลักมาจากปรากฏการณ์เงินทุนไหลออก (Fund Flow) ของนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้ผลตอบแทนในตลาดหุ้นไทยดูไม่จูงใจเมื่อเทียบกับความเสี่ยง ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนเริ่มซบเซาลงตั้งแต่ช่วงปลายปี 2566 และส่งแรงกดดันต่อเนื่องมายังปีถัดไป

ต่อมาในปี 2567 ความอ่อนแอจากปี 2566 ได้ฉุดให้ตลาดหุ้นไทยในปี 2567 เปิดตัวด้วยความซบเซา ดัชนีแกว่งตัวในกรอบที่ต่ำลง โดยปิดสิ้นปีที่ระดับประมาณ 1,400 จุด แม้จะเป็นการปรับตัว ลดลงเพียงเล็กน้อย (ประมาณ 1%) เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2566 แต่ในระหว่างปีดัชนีเคยร่วงลงไปทดสอบจุดต่ำสุดในรอบหลายปี


  สิ่งที่น่ากังวลในปีนี้คือ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่ลดลงเหลือประมาณ 46,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่านักลงทุนทั้งในและต่างชาติเริ่ม "ชะลอการลงทุน" เพื่อรอดูความชัดเจนของนโยบายรัฐบาลและมาตรการกำกับดูแลการซื้อขายที่เข้มงวดขึ้น แม้ดัชนีจะเริ่มทรงตัวได้ในช่วงปลายปีจากการเข้ามาของกองทุนวายุภักษ์และ Thai ESG แต่ปริมาณเม็ดเงินที่หมุนเวียนในตลาดที่ลดลงอย่างต่อเนื่องได้กลายเป็นโจทย์สำคัญที่ส่งต่อไปยังปี 2568  

ขณะที่ในปี 2568 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป เมื่อเข้าสู่ช่วงต้นปี ตลาดหุ้นไทยยังคงเผชิญกับแรงกดดันสะสม ดัชนีเริ่มต้นปีที่ระดับ 1,400 จุด แต่ด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าและปัจจัยราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน ทำให้ดัชนี ณ ปลายปี 2568 ลงมาเคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 1,259 จุด คิดเป็นการปรับตัว ลดลงกประมาณ 10.7% จากต้นปี
ส่วนในด้านสภาพคล่อง มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันหดตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ 40,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต และเป็นการลดลงต่อเนื่อง สะท้อนถึงพฤติกรรมนักลงทุนที่เปลี่ยนไปเน้นการลงทุนเชิงคุณภาพมากกว่าการเก็งกำไร

อย่างไรก็ตาม แม้มูลค่าการซื้อขายจะลดลง แต่เริ่มเห็นการสลับกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector Rotation) โดยเม็ดเงินไหลออกจากกลุ่มพลังงานเดิม ไปสู่กลุ่มเทคโนโลยีและการเงินมากขึ้น ซึ่งถือเป็นสัญญาณของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างตลาดเพื่อรอโอกาส 


 หุ้นไทย"Undervalued"จริงหรือ?

หากพิจารณาอย่างต่อเนื่องจะพบว่า ตลาดหุ้นไทยอยู่ในทิศทาง "แย่ลงในเชิงปริมาณ (Volume) แต่กำลังพยายามยกระดับในเชิงคุณภาพ (Quality)" โดยด้านดัชนีมีทิศทางลดลงต่อเนื่อง จากแรงกดดันด้านผลกำไรบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มอุตสาหกรรมเก่า ขณะที่ด้านสภาพคล่อง มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันก็ลดลงตามลำดับแสดงถึงภาวะ "Wait and See" ของนักลงทุนสถาบัน

อย่างไรก็ตาม การลดลงของทั้งดัชนีและมูลค่าซื้อขายในระดับนี้ มักจะเป็นจุดที่ตลาดเข้าสู่ภาวะ "Undervalued" หรือหุ้นมีราคาถูกกว่ามูลค่าจริง ซึ่งอาจเป็นโอกาสสำคัญสำหรับการปรับพอร์ตลงทุนเพื่อรับการฟื้นตัวในอนาคต

หรือตลาดหุ้นไทย "หมดเสน่ห์" หรือแค่กำลัง "ผลัดใบ" ถือเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2566-2568) โดยมีมุมมองที่น่าสนใจแยกออกเป็น 2 ด้าน ดังนี้ 1.กับดัก "อุตสาหกรรมดั้งเดิม" (Old Economy Trap) ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าโครงสร้างของ SET Index ส่วนใหญ่ยังยึดโยงอยู่กับธุรกิจรูปแบบเดิม ได้แก่ กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ซึ่งมีความผันผวนตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลก ถัดมาคือกลุ่มธนาคาร ที่เผชิญความท้าทายจากหนี้ครัวเรือนและการเข้ามาของ Digital Banking ขณะที่กลุ่มค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ ที่เติบโตตามกำลังซื้อในประเทศซึ่งค่อนข้างจำกัด

ปัญหาคือ ธุรกิจเหล่านี้มักเป็นการเติบโตแบบคงที่ (Value Stocks) แต่ขาด "Growth Engine" หรือหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เป็นตัวขับเคลื่อนดัชนีเหมือนในตลาดสหรัฐฯ (NASDAQ) หรือไต้หวัน ทำให้ในสายตานักลงทุนต่างชาติ ตลาดหุ้นไทยจึงดูเหมือน "ขาดพลังขับเคลื่อน" ในระยะยาว

2. สัญญาณการปรับตัวสู่ "อุตสาหกรรมใหม่" (New S-Curve) แม้จะดูเหมือนมีแต่อุตสาหกรรมเดิมๆ แต่หากมองให้ลึกลงไป ตลาดทุนไทยกำลังเกิดการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ นั่นคือกลุ่ม Data Center & Cloud Computing โดยในช่วงปี 2567-2568 มีการลงทุนมหาศาลจากยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีโลกในไทย ส่งผลให้หุ้นกลุ่มสื่อสาร (ICT) และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (Industrial Estate) เริ่มเปลี่ยนบทบาทจากอุตสาหกรรมเดิมมาเป็น "ผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล"
นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม Health & Wellness ไทยยังคงเป็นศูนย์กลางการแพทย์ระดับโลก ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มูลค่าสูงและยังเติบโตได้ต่อเนื่องตามเทรนด์สังคมผู้สูงอายุ และกลุ่มGreen Economy บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ใน SET หลายแห่งเริ่มปรับพอร์ตจากน้ำมันไปสู่พลังงานหมุนเวียนและระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเข้มข้น

 ตลาดหุ้นไทยหมดเสน่ห์จริงหรือ?

คำตอบ ** อาจไม่ใช่การ "หมดเสน่ห์" แต่เป็นการ "เปลี่ยนรูปแบบเสน่ห์" โดยถ้ามองหาความหวือหวาแบบหุ้นเทคฯ: ตลาดหุ้นไทยอาจจะ "ไม่ตอบโจทย์" ในช่วงนี้ แต่ถ้ามองหาความมั่นคงและเงินปันผล ตลาดหุ้นไทยยังคงเป็น "แหล่งพักเงินที่คุ้มค่า" เพราะราคาหุ้นที่ตกลงมาลึกในช่วง 3 ปีนี้ (Valuation ถูก) ทำให้อัตราปันผล (Dividend Yield) ของหุ้นพื้นฐานดีหลายตัวพุ่งสูงขึ้นถึง 5-7% ซึ่งหาได้ยากในตลาดหุ้นที่โตเร็วๆ ***
โดยในท่ามกลางการปรับฐานที่รุนแรงนี้ เรากลับเริ่มเห็นการปรับตัวของบริษัทจดทะเบียนไทยในการรุกเข้าสู่ธุรกิจพลังงานสะอาด การแพทย์ระดับสูง และการเป็นฐานที่ตั้งของศูนย์ข้อมูลดิจิทัล ซึ่งเปรียบเสมือนการผลัดใบของต้นไม้ใหญ่ที่กำลังพยายามสร้างยอดใหม่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve)

 อิทธิพลของ Program Trading

ท่ามกลางภาวะตลาดที่ซบเซาในช่วงปี 2566 ถึง 2568 ประเด็นการแพร่หลายของระบบการซื้อขายอัตโนมัติหรือ "บอทเทรด" ได้กลายเป็นหัวข้อที่ถูกโจมตีอย่างรุนแรงว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยขาดเสถียรภาพ ข้อมูลสถิติชี้ให้เห็นว่าสัดส่วนการซื้อขายผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในบางช่วงเวลาสัดส่วนนี้สูงถึงร้อยละ 40 ถึง 50 ของมูลค่าการซื้อขายรวมต่อวัน ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้างต่อพฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนรายย่อยที่เสียเปรียบในด้านความเร็วและต้นทุน

ในเชิงเทคนิค บอทเทรดมักใช้กลยุทธ์การซื้อขายด้วยความเร็วสูง (High-Frequency Trading: HFT) ซึ่งสามารถส่งคำสั่งซื้อขายได้หลายพันคำสั่งในเสี้ยววินาที เมื่อเกิดสถานการณ์ที่ตลาดมีความกังวลหรือราคาหุ้นแตะระดับจุดตัดสำคัญ ระบบเหล่านี้จะส่งแรงขายออกมาพร้อมกันโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงเกินกว่าปัจจัยพื้นฐาน
 


นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการทำ "Short Sell" ที่ใช้บอทเป็นตัวช่วย ซึ่งถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่นักลงทุนต่างชาติใช้ในการกดราคาหุ้นเพื่อทำกำไรในทิศทางขาลง ส่งผลให้สภาพคล่องที่แท้จริงจากนักลงทุนในประเทศลดน้อยลง เนื่องจากผู้เล่นรายย่อยเลือกที่จะชะลอการลงทุนเพราะไม่สามารถรับมือกับความผันผวนที่เกิดขึ้นได้ 

อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อกระแสการโจมตีดังกล่าว โดยในปี 2567 จนถึง 2568 ได้มีการยกระดับมาตรการกำกับดูแลให้เข้มข้นขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ **** ไม่ว่าจะเป็นการใช้มาตรการ Uptick Rule (การอนุญาตให้ขายชอร์ตได้เฉพาะในราคาที่สูงกว่าราคาซื้อขายครั้งสุดท้ายเท่านั้น) เพื่อชะลอแรงขายที่รุนแรงเกินไป รวมถึงการกำหนดเพดานความเร็วในการส่งคำสั่ง และการเพิ่มมาตรการลงโทษบริษัทหลักทรัพย์ที่ปล่อยให้มีการใช้โปรแกรมที่สร้างความปั่นป่วนในระบบ *** แม้มาตรการเหล่านี้จะช่วยให้ความผันผวนเริ่มเบาบางลงบ้าง แต่ก็แลกมาด้วยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่ลดน้อยลงตามที่ปรากฏในสถิติปีล่าสุด


 การไหลออกของเม็ดเงินสู่สินทรัพย์อื่น

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่อธิบายถึงการลดลงของมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในตลาดหลักทรัพย์ฯ ช่วงปี 2566 ถึง 2568 คือปรากฏการณ์การเคลื่อนย้ายเงินทุน ของนักลงทุนรายย่อยและคนรุ่นใหม่ไปสู่สินทรัพย์ทางเลือกที่มีความหวือหวามากกว่า โดยเฉพาะในกลุ่มสินทรัพย์ดิจิทัล (Cryptocurrency) และตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Forex) ซึ่งพฤติกรรมนี้ไม่ได้เป็นเพียงกระแสนิยมชั่วคราว แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการแสวงหาผลตอบแทนในยุคปัจจุบัน
 

สาเหตุหลักที่ทำให้นักลงทุนหันหลังให้ตลาดหุ้นไทยส่วนหนึ่งเกิดจาก "ความเหลื่อมล้ำของโอกาส" เมื่อเปรียบเทียบกับสินทรัพย์ดิจิทัล ตลาดหุ้นไทยถูกมองว่ามีกฎระเบียบที่ซับซ้อน มีค่าธรรมเนียม และที่สำคัญที่สุดคือให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างต่ำในเชิงเปรียบเทียบกับความผันผวน ขณะที่เหรียญดิจิทัลอย่าง Bitcoin หรือสินทรัพย์ในกลุ่มนิเวศดิจิทัลอื่นๆ ให้โอกาสในการสร้างกำไรที่รวดเร็วและเปิดทำการซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาเปิด-ปิดตลาดเหมือนตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกอบกับการเข้าถึงแพลตฟอร์มการซื้อขายระดับโลกที่ทำได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว ทำให้เม็ดเงินจำนวนมากที่เคยหมุนเวียนอยู่ในหุ้นไทยถูกดึงออกไปสู่กระดานเทรดต่างประเทศอย่างไร้พรมแดน 

ขณะเดียวกัน ตลาดการเก็งกำไรค่าเงินหรือ Forex แม้จะยังไม่มีกฎหมายรับรองอย่างเป็นทางการในฐานะการลงทุนทั่วไปในไทย แต่กลับได้รับความนิยมสูงขึ้นในหมู่นักลงทุนที่ต้องการใช้เลเวอเรจ (Leverage) สูงเพื่อสร้างกำไรมหาศาลจากเงินต้นจำนวนน้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดหุ้นไทยซึ่งเน้นการลงทุนเชิงคุณค่าไม่สามารถตอบสนองความต้องการในจุดนี้ได้ การขยายตัวของชุมชนนักเทรดทางเลือกเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อสภาพคล่องของ SET Index อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ที่ควรจะเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนตลาดทุนในอนาคต แต่กลับเลือกที่จะเริ่มต้น "พอร์ตแรก" ของตนเองในโลกของสินทรัพย์ดิจิทัลแทนที่จะเป็นบัญชีหุ้น

ดังนั้น ปรากฏการณ์ความเงียบเหงาในตลาดหุ้นไทยช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จึงไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังเผชิญกับการแข่งขันแย่งชิง "เวลา" และ "เม็ดเงิน" จากสินทรัพย์ทางเลือกที่มีความคล่องตัวสูงกว่า หากตลาดหุ้นไทยยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าสามารถให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าความเสี่ยง หรือไม่สามารถสร้างเครื่องมือการลงทุนใหม่ๆ (เช่น Fractional Shares หรือการทำ Tokenization) มาดึงดูดใจนักลงทุนรุ่นใหม่ได้ ความเสี่ยงที่ตลาดจะสูญเสียสถานะการเป็นช่องทางการออมและการลงทุนหลักของประเทศอย่างถาวรย่อมเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้


 พัฒนาการของผู้ควบคุมดูแล

ในช่วงสามปีที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนักงาน ก.ล.ต. ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกที่เข้มงวดที่สุดในรอบทศวรรษ เพื่อตอบโต้ปัญหาที่บ่อนทำลายความเชื่อมั่น ไม่ว่าจะเป็นกรณีการทุจริตในบริษัทจดทะเบียน (เช่น กรณี STARK) หรือความผันผวนจากการใช้เทคโนโลยีในการซื้อขาย โดยมีมาตรการสำคัญที่น่าสนใจ ได้แก่

1. การยกระดับการกำกับดูแลการซื้อขาย (Market Surveillance)เพื่อลดผลกระทบจาก "บอทเทรด" และการฉวยโอกาสในทิศทางขาลง ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2567 ได้มีการประกาศใช้มาตรการ Uptick Rule อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งกำหนดให้การขายชอร์ต (Short Sell) จะทำได้เฉพาะในราคาที่ "สูงกว่า" ราคาซื้อขายครั้งสุดท้ายเท่านั้น มาตรการนี้ช่วยสกัดกั้นการทุบหุ้นให้ราคาไหลลึกลงไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ ในปี 2568 ยังมีการบังคับให้ผู้ลงทุนกลุ่ม High-Frequency Trading (HFT) ต้องลงทะเบียนและรายงานข้อมูลที่ชัดเจน เพื่อให้สามารถติดตามความผิดปกติได้ทันท่วงที ซึ่งสิ่งเหล่านี้มองว่าเป็นตัวส่งเสริมให้ตลาดมี "เสถียรภาพ" มากขึ้นในระยะยาว

2. การยกระดับคุณภาพบริษัทจดทะเบียน (Listing Quality) บทเรียนจากกรณี STARK และ MORE นำไปสู่การปรับปรุงเกณฑ์การรับบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ (New Listing) ที่เข้มข้นขึ้น โดยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2568 เป็นต้นมา มีการปรับเกณฑ์ด้านฐานะการเงินและกำไรขั้นต่ำให้สูงขึ้น เช่น บริษัทที่จะเข้าตลาด SET ต้องมีกำไรสุทธิรวม 2-3 ปีล่าสุดไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท (จากเดิม 30 ล้านบาท) และเพิ่มการตรวจสอบระบบควบคุมภายในที่เข้มงวดขึ้น มาตรการนี้เปรียบเสมือน "การคัดกรองขยะออกจากตลาด" เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทที่เข้ามาใหม่มีคุณภาพจริงและไม่สร้างความเสียหายให้นักลงทุนรายย่อยเหมือนในอดีต

3. การบังคับใช้กฎหมายและบทลงโทษที่รุนแรงขึ้น โดยในช่วงปี 2567-2568 ที่ได้เห็นการประสานงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นระหว่าง ก.ล.ต. ดีเอสไอ (DSI) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการสั่งฟ้องและยึดทรัพย์ผู้กระทำผิดในคดีปั่นหุ้นและตกแต่งบัญชีอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังได้เสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มบทลงโทษทางแพ่งและอาญาต่อกรรมการและผู้บริหารที่บกพร่องต่อหน้าที่ รวมถึงการเพิ่มโทษปรับต่อบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ที่ปล่อยให้มีการทำ Naked Short Sell ถึง 3 เท่าของมูลค่าความเสียหาย ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า "ผู้ที่คุมกฎต้องรับผิดชอบร่วมกัน"

4. การส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่เน้นความยั่งยืน (Supportive Measures) ในมุมของการส่งเสริม ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ผลักดันกองทุน Thai ESG และโครงการ Value Up เพื่อกระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนและมีแผนเพิ่มมูลค่าธุรกิจอย่างชัดเจน สิ่งนี้ช่วยสร้างแรงจูงใจให้เงินลงทุนระยะยาวจากสถาบันไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง ท่ามกลางภาวะที่นักลงทุนต่างชาติยังคงลังเล

  "New Engine" ที่จะพลิกโฉม

หากพิจารณาแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี (2568-2570) ของตลาดหลักทรัพย์ฯร่วมกับทิศทางการลงทุนโลก จะพบว่าตลาดหุ้นไทยกำลังพยายามเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมที่เน้นการผลิตแบบดั้งเดิมไปสู่กลุ่มอุตสาหกรรมอนาคต หรือ New S-Curve ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยมี 4 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่น่าจับตามองในฐานะฟันเฟืองใหม่ที่จะดึงดูดเม็ดเงินจากต่างประเทศ ได้แก่
1. ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐาน AI (Digital Infrastructure & Data Centers) นี่คือกลุ่มที่ชัดเจนที่สุดในช่วงปี 2568 โดยไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง Data Center ของภูมิภาคอาเซียน จากการเข้ามาลงทุนของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีระดับโลก ส่งผลให้หุ้นในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่ปรับตัวเป็น "Smart Industrial Estate" และหุ้นกลุ่มสื่อสารที่ขยายขอบเขตสู่ Cloud Computing กลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด นักลงทุนต่างชาติมองเห็นโอกาสในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเหล่านี้ ซึ่งจะเป็นรากฐานให้เกิดบริษัทเทคโนโลยี (Tech Startups) สัญชาติไทยเข้าสู่ตลาดมากขึ้นในอนาคต

2. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและเซมิคอนดักเตอร์ (Advanced Electronics & Semiconductors) ท่ามกลางสงครามการค้าโลก ไทยได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โดยเฉพาะแผงวงจรพิมพ์ (PCB) และส่วนประกอบเซมิคอนดักเตอร์ การปรับตัวของบริษัทในตลาดหุ้นไทยจากผู้ผลิตชิ้นส่วนทั่วไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับโลกในอุตสาหกรรม AI และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะเป็นแม่เหล็กสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติมองไทยเป็น "ฐานการผลิตเทคโนโลยีที่ปลอดภัยและมีเสถียรภาพ"

3. เศรษฐกิจสีเขียวและความยั่งยืน (Green Economy & Energy Transition) ตลาดหุ้นไทยมีจุดแข็งเรื่อง ESG ที่โดดเด่นที่สุดในอาเซียน การเปลี่ยนผ่านของยักษ์ใหญ่พลังงานและปิโตรเคมีไปสู่พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) และเทคโนโลยีการกักเก็บคาร์บอน (CCS) รวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูง เป็นสิ่งที่นักลงทุนสถาบันต่างชาติที่เน้นเรื่องความยั่งยืนให้ความสำคัญมาก การเพิ่มขึ้นของ "Green Assets" ในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเป็นตัวช่วยยกระดับระดับมูลค่า (Valuation) ของหุ้นไทยให้กลับมามีความน่าสนใจอีกครั้ง

4. การแพทย์สมัยใหม่และเศรษฐกิจมูลค่าสูง (Advanced Healthcare & Wellness) ต่อยอดจากพื้นฐานการเป็นศูนย์กลางการแพทย์ระดับโลก หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลและบริการสุขภาพในอนาคตจะไม่ได้มีเพียงการรักษาโรคทั่วไป แต่จะมุ่งเน้นไปที่การแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) ผลิตภัณฑ์ยาชีวภาพ และการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุแบบครบวงจร ซึ่งเป็นเทรนด์ใหญ่ของโลก (Megatrend) กลุ่มนี้จะเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงมาก และมีความทนทานต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจ

จากภาพรวม ช่วยให้เห็นได้ชัดว่า  ตลาดหลักทรัพย์ฯกำลังอยู่ในช่วง "การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง" แม้ในระยะสั้นอาจดูเหมือนเงียบเหงาจากการที่อุตสาหกรรมเดิมอยู่ในช่วงอิ่มตัวและเงินทุนไหลออกสู่สินทรัพย์ทางเลือก แต่การวางรากฐานผ่านกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น และการปรับพอร์ตของบริษัทจดทะเบียนเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตทั้ง 4 กลุ่มข้างต้น คือ "อาวุธสำคัญ" ที่จะใช้ต่อกรในเวทีโลก เสน่ห์ของตลาดหุ้นไทยในทศวรรษหน้า    จะไม่ใช่การเป็นตลาดที่เน้นการเก็งกำไรความเร็วสูง แต่จะเป็นตลาดที่ "ปลอดภัย โปร่งใส และเติบโตไปกับนวัตกรรมความยั่งยืน" ซึ่งหากภาพการเปลี่ยนผ่านนี้ชัดเจนขึ้น ดัชนี SET จะไม่ได้ถูกมองเพียงแค่ตัวเลขที่สะท้อนอดีต แต่จะเป็นตัวแทนของเศรษฐกิจใหม่ที่จะดึงดูดให้นักลงทุนทั่วโลกต้องกลับมาปักหมุดลงทุนในประเทศไทยอย่างยั่งยืนอีกครั้ง
กำลังโหลดความคิดเห็น