ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์หลายราย พยามที่จะสร้างรายได้จากธุรกิจอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากรายได้หลัก ที่ได้จากการสร้างโครงการที่อยู่อาศัยทั้งบ้านจัดสรร และโครงการคอนโดมิเนียมเพื่อขายเท่านั้น เพราะผู้ประกอบการทุกราย น่าจะมีความกังวลหรือตระหนักรู้แล้วว่า “การพึ่งพารายได้จากการขาย”ที่อยู่อาศัยอย่างเดียว อาจจะไม่เพียงพอ อีกทั้งมีความไม่แน่นอนในบางช่วงเวลา ซึ่งปัจจัยลบหลายอย่างยังคงอยู่และเป็นอุปสรรคต่อการสร้างรายได้ของผู้ประกอบการ ที่สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อขายเพียงอย่างเดียว!!
การขยายธุรกิจเพื่อสร้างรายได้จากช่องทางธุรกิจอื่นๆ ( รายได้ประจำ หรือ Recurring Income ) เป็นการหาทางออกที่ง่าย และสามารถทำได้ทันที โดยตัวผู้ประกอบการเองหรือการร่วมทุน ผู้ประกอบการหลายรายจึงพยายามหาวิธีการสร้างรายได้จากช่องทางอื่นๆ เพิ่มเติม ทั้งการลงทุนพัฒนาโครงการประเภทอื่นๆ ที่ไม่ใช่โครงการที่อยู่อาศัย
ประเภทของโครงการที่ผู้ประกอบการหลายรายเลือก ที่จะลงทุนพัฒนาส่วนใหญ่จะเป็นโครงการประเภทที่สามารถสร้างรายได้ระยะยาว จากการเก็บรายได้จากค่าเช่า ไม่ใช่โครงการที่สร้างแล้วขายก่อนหน้านี้ ซึ่งรายได้จากการเช่าอาจจะไม่มาก หรือว่ามีรายได้น้อย แต่เป็นรายได้ที่ค่อนข้างมีความแน่นอน อีกทั้งอาจจะกลายเป็นรายได้หลักหรือรายได้ที่หล่อเลี้ยงองค์กรให้เดินหน้าต่อไปในระยะยาว (เช่น ค่าใช้จ่ายภายในองค์กร พนักงาน) ประเภทของโครงการที่มีการพัฒนาเพื่อสร้างรายได้ เช่น โรงแรม อาคารสำนักงาน พื้นที่ค้าปลีก นิคมอุตสาหกรรม คลังสินค้าให้เช่า โรงงานสำเร็จรูปให้เช่า โรงพยาบาล บริการด้านสุขภาพ การบริหารโครงการ และการรับสร้างบ้าน หรือผลิตชิ้นส่วนโครงสร้างที่อยู่อาศัย เป็นต้น
รายได้เหล่านี้ ณ ปัจจุบันนอาจจะมีสัดส่วนที่ไม่มาก เมื่อเทียบกับรายได้หลัก หรือรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ เพราะส่วนใหญ่เพิ่งจะเริ่มมีรายได้และกำลังอยู่ในระหว่างการบริหาร รวมไปถึงการขยายสัดส่วนรายได้จากโครงการประเภทนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เพิ่งจะเริ่มจริงจังในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หรือหลังจากวิกฤตโควิด-19 จึงเห็นการขยับขยายในเรื่องนี้ชัดเจน
ผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ ยังคงมีรายได้จากการขายอสังหาฯมากกว่ารายได้อื่นๆ จากธุรกิจที่ขยายออกไป หรือรายได้จากทำธุรกรรมอื่นๆ อาจจะมีเพียงแต่ไม่กี่รายที่เน้นการส้รางรายได้จากธุรกิจโรงแรม หรือรายได้จากธุรกิจอื่นๆ ที่มากกว่าชัดเจน ซึ่งก็จะเห็นได้ชัดเจนว่าผู้ประกอบการกลุ่มนี้มีการสร้างรายได้จากธุรกิจอื่นๆ ที่อยู่ในสัดส่วนที่มากกว่ารายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ โดยผู้ประกอบการที่มีการสร้างรายได้จากธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจ และมีการขยายตัวของรายได้ในส่วนนี้มากขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
“พฤกษา โฮลดิ้ง” มีการประกาศมาก่อนหน้านี้จากทางพฤกษาฯ แบบชัดเจนแล้วว่าจะลดสัดส่วนของรายได้จากการสร้างบ้านและคอนโดมิเนียมเพื่อขาย โดยเพิ่มสัดส่วนรายได้ใหม่ๆ จากธุรกิจโรงพยาบาลที่อาจจะเพิ่งเริ่ม แต่รายได้ไม่น้อยเลย โดย ณ ไตรมาสที่ 3 ปี 2568 มีรายได้ประมาณ 1.6 พันล้านบาทคิดเป็นประมาณ 16% ของรายได้รวม 9 เดือนของพฤกษาฯ ซึ่งอยู่ที่ 10,176 ล้านบาท
และมีอีก 1 ธุรกิจที่เริ่มสร้างรายได้ต่อเนื่อง คือ รายได้จากค่าก่อสร้างซึ่งมีรายได้ 229 ล้านบาท อาจจะไม่มาก แต่ในระยะยาว อาจจะมากขึ้น นอกจากนี้ ยังขยายธุรกิจออกไป โดยเพิ่มธุรกิจรับสร้างบ้าน และธุรกิจอพาร์ตเม้นต์ให้เช่า เป็นการขยายซึ่งจะสร้างรายได้ในระยะยาว แม้ว่าจะไม่มาก แต่ก็อาจจะช่วยให้ทางพฤกษาฯ มีช่องทางในการสร้างรายได้มากกว่าที่ผ่านมา
บมจ.แสนสิริ จำกัด ก็เช่นกันที่มีรายได้จากธุรกิจอื่นๆ อาจจะไม่มากเพราะมีเพียง 15.1% เท่านั้น แต่ที่น่าสนใจ คือ แสนสิริ มีรายได้จากธุรกิจโรงแรมอยู่ที่ประมาณ 2.7% ของรายได้รวม 9 เดือนของปี 2568 ที่ประมาณ 23,670 ล้านบาท และรายได้จากธุรกิจโรงแรมปรับเพิ่มจากช่วงเดียวกันปีที่แล้วถึงประมาณ 2.2 เท่าเลย ซึ่งคงต้องติดตามต่อไปว่า ธุรกิจโรงแรมจะขยายตัวได้อีกมากน้อยเท่าไหร่ในระยะยาว
อีก 1 ธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับแสนสิริ คือ รายได้จากการเช่า ซึ่งมีทั้งรายได้จากการปล่อยเช่าพื้นที่ค้าปลีก สำนักงาน คลังสินค้าให้เช่า เป็นต้น (โดยจับมือกับมั่นคงเคหะการ ตั้งบริษัทร่วมทุน "บีเอฟทีแซด บางปะกง" (BFTZ Bangpakong) เพื่อพัฒนาโครงการโลจิสติกส์) โดยมีรายได้อยู่ในสัดส่วนประมาณ 0.4% จากรายได้รวมทั้งหมด ณ ไตรมาสที่ 3 ปี 2568 ซึ่งแน่นอนว่าคงต้องติดตามต่อไปในระยะยาวว่า แสนสิริจะขยายสัดส่วนรายได้จากค่าเช่าไปได้อีกมากน้อยเท่าใด เพราะโครงการคลังสินค้าให้เช่า ก็เพิ่งจะเริ่มสร้างรายได้ไม่นานมี้ และมีแผนจะพัฒนาต่อเนื่องในระยะยาวเช่นกัน
บมจ.เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เป็นผู้ประกอบการอีก 1 รายที่น่าสนใจในการขยายสัดส่วนของรายได้จากธุรกิจอื่นๆ โดยเสนาฯ มีรายได้จากธุรกิจอื่นๆ ประมาณ 17.6% ของรายได้ 9 เดือนที่ผานมาของปี 2568 ที่ประมาณ 3,661 ล้านบาท รายได้จากค่าเช่าของเสนาฯ มีสัดส่วนประมาณ 4.4% ของรายได้ทั้งหมดซึ่งอาจจะมาจากการปล่อยเช่าพื้นที่ค้าปลีก คลังสินค้า เป็นต้น และอาจจะมีรายได้จากการปล่อยเช่าคลังสินค้าในอนาคตเพราะมีการพัฒนาโครงการคลังสินค้าสำเร็จรูปให้เช่าอยู่ในปัจจุบัน รวมไปถึงรายได้จากธุรกิจโซลาร์เซลล์ที่มีสัดส่วนประมาณ 1.1%
แต่ที่น่าสนใจ คือ สัดส่วนของรายได้จากธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ (SENA Green Automotive ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของเสนาฯ เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) 3 แบรนด์หลัก คือ NETA, LEAPMOTOR และ DEEPAL พร้อมบริการครบวงจร ตั้งแต่การขาย การจัดไฟแนนซ์ และศูนย์บริการหลังการขาย) ที่มีสัดส่วนประมาณ 5.1% โดยธุรกิจทั้ง 2 นี้มมีการขยายตัวเพิ่มจากปีที่แล้วประมาณ 98% และ 60% ตามลำดับ
บมจ. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (LH) ผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาลดการเปิดขายโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ลงไปเยอะเลยเมื่อเทียบกับในอดีต และสวนทางกับรายอื่นที่เพิ่มจำนวนโครงการขึ้นทุกปี แต่เมื่อประกาศผลประกอบการ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ยังคงติด 3 อันดับแรกเสมอในเรื่องของรายได้ และกำไร โดยเฉพาะกำไรที่บางปี มากกว่าผู้ประกอบการที่ปิดขายโครงการเยอะกว่าแบบชัดเจน นั่นเพราะ บมจ.แลนด์ฯ มีรายได้จากธุรกิจอื่น มากถึง 43.6% โดยเป็นรายได้จากธุรกิจโรงแรมถึง 27% และมีรายได้จากค่าเช่าคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 4.5% นอกนั้นเป็นรายได้อื่นๆ เช่น ค่าบริการสาธารณูปโภค ค่าบริหารจัดการโครงการ กำไรจากตราสารอนุพันธ์ เป็นต้น
บมจ.แลนด์ แอน์ เฮ้าส์ น่าจะเป็น 1 ในต้นแบบที่ผู้ประกอบการหลายรายเลือกที่จะดำเนินการตาม แต่แลนด์แอนด์เฮ้าส์ ขยายสัดส่วนรายได้จากธุรกิจอื่นๆ มานานมากแล้วไม่ใช่เพิ่งเริ่มช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ประกอบการอีกราย ที่กำลังขยายสัดส่วนรายได้จากธุรกิจอื่นให้มากขึ้น โดย 9 เดือนที่ผ่านมามีรายได้จากธุรกิจอื่นในสัดส่วนประมาณ 9.9% โดยเป็นรายได้จากการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ 6.5% ของรายได้รวมประมาณ 13,016 ล้านบาทจากอาคารสำนักงาน เอสซี แอสเสทฯ มีโรงแรมขนาดเล็กเป็นของตนเอง 1 แห่งรายได้อาจจะยังไม่มากนัก แต่สัดส่วนของรายได้จากธุรกิจโรงแรมน่าจะมากขึ้นในระยะยาว เพราะกำลังจะมีโรงแรมมากขึ้น และมีแผนจะพัฒนาโรงแรมใหม่ๆ เพิ่มเติม รวมไปถึงการร่วมทุนกับผู้ประกอบการรายอื่น เพื่อพัฒนาโครงการคลังสินค้าให้เช่า ที่คาดว่าจะมีรายได้มากขึ้นในระยะยาวแน่นอน
ดังนั้น ในระยะยาว บมจ.เอสซี แอสเสทจะมีสัดส่วนของรายได้จากธุรกิจอื่นๆ โดยเฉพาะจากค่าเช่า และธุรกิจโรงแรมมากกว่าปัจจุบัน ก่อนหน้านี้ ทางผู้บริหารระบุ ระยะยาวในแผน 5 ปี (ปี 2568-2572) ให้รายได้จากธุรกิจประจำ ทั้งโรงแรม คลังสินค้า และสำนักงาน เพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วน 25% ของกำไรรวม
บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เป็นผู้ประกอบการอีกรายที่ชัดเจนว่ามีแนวทางในการขยายธุรกิจออกไปยังธุรกิจอื่นๆ มาโดยตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยจากผลประกอบการที่ประกาศออกมา ณ 3 ไตรมาสที่ผ่านไปของปี 2568 ออริจิ้นฯ มีรายได้รวมประมาณ 7,443 ล้านบาทโดยเป็นรายได้จากธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่ใช่การขายอสังหาริมทรัพย์ประมาณ 39.2% โดยมีรายได้จากธุรกิจการให้บริการมากถึง 18% แม้ว่ารายได้รวม 9 เดือนจะลดลลงเมื่อทเยบกับปีที่แล้ว แต่ธุรกิจการให้บริการกลับมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 8% จากปีที่แล้ว และรายได้จากการบริหารโครงการ 6% นอกจากนี้ ออริจิ้นฯ ยังมีโรงแรมของบริษัทในเครือของตนเองที่สร้างรายได้ในสัดส่วนประมาณ 5% อีกทั้งยังมีโรงแรม พื้นที่ค้าปลีก อาคารสำนักงานที่รอการเปิดให้บริการอีกหลายโครงการ รวมไปถึงรายได้จากการขายโรงแรมก็ยังเป็นอีก 1 ช่องทางในการสร้างรายได้ของออริจิ้นฯ ด้วยเช่นกัน
บมจ.แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัดเป็นผู้ประกอบการที่ชัดเจนมาตลอดหลายปีที่ผ่านมาว่าพยายามสร้างรายได้จากการบริหารจัดการโครงการ และสัดส่วนรายได้ของธุรกิจนี้ ก็อยู่ในสัดส่วนที่น่าสนใจ เพราะมีสัดส่วนรายได้ที่ประมาณ 36% ของรายได้รวม 9 เดือน ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 4,742 ล้านบาท และมีรายได้จากการให้เช่าอสังหาฯอีก 6 % โดยถ้าพิจารณาจากรายได้รวมของปี 2568 ที่ลดลงจากปี 2567 ประมาณ 20% แต่รายได้จากการบริหารจัดการโครงการมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 7% ในขณะที่รายได้จากธุรกิจหรือกิจการอื่นๆ ลดลงทั้งหมด ดังนั้น แอล.พี.เอ็น. คงเน้นรายได้ในส่วนนี้ต่อไปในระยะยาวแน่นอน
มีกลุ่มของผู้ประกอบการที่เน้นรายได้จากธุรกิจอื่นๆ มากกว่าการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขายเท่านั้น เช่น บมจ.สิงห์ เอสเตท จำกัด ที่ชัดเจนว่ารายได้หลักของพวกเขามาจากธุรกิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ โดยสิงห์มีรายได้จากธุรกิจการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพียง 17.8% จากรายได้รวม 9 เดือนปี 2568 คือ 10,594 ล้านบาท และมีรายได้จากธุรกิจการให้เช่าอสังหาฯคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 80.9% ซึ่งเป็นรายได้จากอาคารสำนักงาน นิคมอุตฯ และโรงแรม เป็นต้น โครงการที่อยู่อาศัยของพวกเขาอาจจะไม่ใช่ธุรกิจหลักแล้วถ้าดูจากสัดส่วนรายได้นี้ และรายได้จากธุรกิจอื่นๆ มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นเช่นกันในระยะยาว ส่วนภาคที่อยู่อาศัยอาจจะไม่มากไปกว่าที่ผ่านมามากนัก
บมจ.เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) ผู้ประกอบการอีกรายที่มีรายได้จากธุรกิจหรือกิจการอื่นๆ ที่ไม่ใช่การพัฒนาโครงการที่อาศัยเพื่อขาย เพราะสัดส่วนรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์อยู่ที่ประมาณ 58% จากรายได้รวม 9 เดือนที่ประมาณ 14,686 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการให้เช่าอสังหาฯในสัดส่วนประมาณ 23% และรายได้จากธุรกิจโรงแรมอีกประมาณ 3% ที่เหลือเป็นรายได้อื่นๆ เช่น รายได้กำไรจากการจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน 9% และรายได้ค่าบริหารจัดการ 5% เป็นต้น การเปิดขายโครงการที่อยู่อาศัยอาจจะลดลงในปี 2568 ตามภาวะตลาด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเฟรเซอร์สฯ จะไม่มีโครงการใหม่ในอนาคต เพราะมีหลายโครงการที่เปิดเผยออกมาแล้ว รวมไปถึงการขยายของธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมของพวกเขาที่มีการตัวต่อเนื่องเช่นกัน
บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัดและ บมจ.แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด เป็นผู้ประกอบการอีก 2 รายที่ชัดเจนในเรื่องของการพึ่งพารายได้จากธุรกิจอื่น โดยเฉพาะในรายของแกรนด์ แอสเสทฯ ที่มีรายได้จากธุรกิจโรงแรมมากถึง 99.1% จากรายได้ 1,460 ล้านบาทเรียกได้ว่าไม่ได้อยู่ในธุรกิจการสร้างโครงการที่อยู่อาศัยขายแล้ว เหลือเพียงโครงการที่ยังเหลือขายอยู่เท่านั้น
ส่วนในรายของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค มีรายได้จากธุรกิจโรงแรมถึง 37.3% จากรายได้ 3,801 ล้านบาท และรายได้จากธุรกิจการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ 48.1% 2 บริษัทนี้ก็ลดสัดส่วนการเปิดขายโครงการใหม่ลง แต่ยังมีแผนการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยใหม่เช่นกัน
ผู้ประกอบการ 2 ราย ที่มีสัดส่วนของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์มากกว่า 95% คือ เอพี (ไทยแลนด์) และศุภาลัย โดยเอพี มีรายได้รวม 9 เดือนแรกของปี 2568 ที่ประมาณ 26,969 ล้านบาทมีสัดส่วนของรายได้จากการขายอสังหาฯประมาณ 96.4% ศุภาลัยมีสัดส่วนของรายได้จากการขายอสังหาฯประมาณ 95.9% จากรายได้รวม 17,332 ล้านบาท เป็นผู้ประกอบการ 2 รายที่อาจจะกำลังจะขยายไปธุรกิจอื่นๆ หรือขยายไปแล้ว แต่รายได้ไม่ได้มากมายเท่าใดนัก แต่ทั้ง 2 บริษัทอาจจะกำลังมีแผนการดำเนินการทางธุรกิจที่ยังไม่เปิดเผยตอนนี้ เพราะด้วยศักยภาพและการขยายตัวทางธุรกิจรวมไปถึงรายได้ที่ผ่านมา การขยายธุรกิจไปยังธุรกิจอื่นๆ น่าจะกำลังอยู่ในแผนการลงทุนของบริษัท ที่ผ่านมาทั้ง 2 บริษัทอาจจะมีรายได้จากการขายอสังหาฯที่มากรายรายได้อื่นๆ ชัดเจน แต่ทั้ง 2 บริษัทนี้ก็ยังมีรายได้และกำไรรวมในแต่ละปีติด 3 – 5 อันดับแรกเสมอ
ผู้ประกอบการบางรายที่มีรายได้จากโครงการที่เก็บค่าเช่าไม่จำเป็นต้องมีการเปิดขายโครงการใหม่ต่อเนื่องและต้องขยายตัวทุกปีแบบที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังสามารถขยายการสร้างรายได้ออกไปโดยการให้บริษัทที่เป็นเจ้าของโครงการที่สร้างรายได้ในระยะยาวจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แล้วบริษัทแม่ถือหุ้นในสัดส่วนที่มากที่สุดเพื่อรับรายได้ต่อเนื่องต่อไปหรือการขายทรัพย์สินบางอย่างออกไปให้กับทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) เพื่อนำเงินกลับมาลงทุนต่อเนื่องในอนาคต การพัฒนาโครงการประเภทอื่นๆ นอกเหนือจากที่อยู่อาศัยเป็นการเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้ในระยะยาวของผู้ประกอบการอสังหาฯที่ต้องการอยู่ในธุรกิจยี้ต่อไปในระยะยาว เพราะด้วยอัตราการเกิดใหม่ของประชากรไทยที่ลดลงต่อเนื่องมามากกว่า 30 ปี อุปทานที่อยู่อาศัยในตลาดทั้งในมือของผู้ประกอบการ และคนทั่วไปที่มีจำนวนมาก และปัจจัยลบหลายๆ อย่าง การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขายอาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่รองรับการขยายตัวทางรายได้ในระยะยาว
ดังนั้น ในปี 2569 ผู้ประกอบการภาคอสังหาฯ คงต้องโหมขยายพอร์ต Recurring Income เพิ่มมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงในเรื่องของการขายโครงการที่อยู่อาศัย เนื่องจากแบงก์มีการส่งสัญญาณมาว่า ยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย นั้นหมายความว่า ตัวเลขรีเจกเรตในปี 69 ยังคงอยู่ในระดับที่สูงอยู่ แม้ว่าดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งล่าสุด คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง) ได้ลดดอกเบี้ยลง ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงก็ตาม เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยหลัก ที่จะมีผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่จะตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย.