ภาพรวมตลาดรถยนต์ไทยปี 2568 ปีแห่งความผันผวนขั้นสุด เมื่อค่ายรถจีนเปิดศึก Price War หวังชิงยอดส่งท้ายมาตรการ EV 3.0 ขณะที่ค่ายญี่ปุ่นเริ่มขยับตัวลงสนามอีวีเต็มสูบพร้อมชูไฮบริดสู้ ด้านกูรูหวั่นปีหน้าตลาดอาจ 'เครื่องฝืด' หลังค่ายจีนบางรายทิ้งบาดแผลใหญ่ ทำความเชื่อมั่นผู้บริโภคสั่นคลอน
สงครามราคาพ่นพิษ ยอดขายพุ่งแต่เม็ดเงินหด
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2568 เผชิญกับความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายที่เกิดปรากฏการณ์ "สงครามราคา" (Price War) รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา ผลักดันให้ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า 100% พุ่งขึ้นแตะระดับ 1 แสนคัน หรือคิดเป็นสัดส่วน 17% ของตลาดรถยนต์นั่งรวม 600,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีสัดส่วนเพียง 12%
ความร้อนแรงสะท้อนชัดในงาน Motor Expo 2025 ที่มียอดจองรถอีวีพุ่งสูงถึง 50% ของยอดจองทั้งหมด อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าการเติบโตนี้เป็นเพียง "ตัวเลขลวงตา" จากการเร่งระบายสต๊อกเพื่อรับสิทธิประโยชน์มาตรการ EV 3.0 ที่จะสิ้นสุดลงในปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลเสียต่อภาพรวมเม็ดเงินในอุตสาหกรรม และกระทบต่อการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว
ค่ายญี่ปุ่นปรับแผน ส่งไฮบริดนำร่อง-รุกอีวีตาม
ขณะที่ค่ายรถยนต์จากญี่ปุ่น แม้จะเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก แต่ยังคงรักษาโมเมนตัมด้วยการชูจุดแข็งเรื่อง "ความเชื่อมั่นและบริการหลังการขาย" โดยในปีนี้ยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้า และฮอนด้า ได้ปรับกลยุทธ์ส่งรถอีวี 100% ลงสนามอย่างเต็มตัวควบคู่ไปกับพอร์ตหลักอย่างรถไฮบริด (HEV)
วิกฤตความเชื่อมั่น: บทเรียน 'เนต้า' และดราม่า 'รับรถที่ท่าเรือ'
ท่ามกลางการเติบโต กลับมีรอยร้าวที่สร้างความเจ็บช้ำให้กับตลาด เมื่ออดีตดาวรุ่งอย่าง เนต้า ต้องเผชิญมรสุมหนี้สินและปัญหาการผลิตชดเชย จนไม่สามารถส่งมอบรถได้ตามเป้า ทิ้งภาระให้ลูกค้าต้อง "ดูแลตัวเอง" กลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่สั่นคลอนภาพลักษณ์แบรนด์จีนทั้งระบบ
นอกจากนี้ แบรนด์ใหม่อย่าง OMODA & JAECOO ยังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการให้ลูกค้าไปรับรถเองที่ท่าเรือแหลมฉบัง เนื่องจากปัญหาโลจิสติกส์และการเร่งส่งมอบให้ทันกำหนดมาตรการรัฐ จนถูกตั้งคำถามเรื่องมาตรฐานการตรวจสอบคุณภาพก่อนส่งมอบ (PDI) ซึ่งสะท้อนถึงสไตล์การทำงานแบบ "อะไรก็เกิดขึ้นได้" ของกลุ่มทุนจีนยุคใหม่
วิเคราะห์ปี 2026: ตลาดอาจเข้าสู่ภาวะ 'เครื่องฝืด'
ถึงบรรทัดนี้ ต้องบอกว่าแนวโน้มตลาดรถยนต์ในปีนี้คาดว่าจะเข้าสู่ช่วง "ขาลง" หรือการปรับฐานครั้งใหญ่ จากปัจจัยลบ 3 ด้าน
1. มาตรการสนับสนุนลดลง: การเปลี่ยนผ่านสู่ EV 3.5 ที่รัฐอุดหนุนน้อยลง
2. ต้นทุนแบตเตอรี่พุ่ง: ราคาลิเธียมคาร์บอเนตเริ่มปรับตัวสูงขึ้น
3. กำลังซื้อหดตัว: ปัญหาหนี้ครัวเรือนและความเข้มงวดของไฟแนนซ์ โดยเฉพาะในกลุ่มรถปิกอัพที่มียอดขายตกต่ำที่สุดในรอบหลายปี
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปีนี้จะไม่ได้แข่งกันที่ราคาเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นการพิสูจน์ความอยู่รอด ใครคือตัวจริงที่จะอยู่ดูแลผู้บริโภคได้ในระยะยาว ท่ามกลางภาษีสรรพสามิตใหม่ที่จะเริ่มใช้ 1 ม.ค. 2569 นี้