xs
xsm
sm
md
lg

ข้าวโพดนำเข้า “ปลอดเผา” ส่องมาตรการเข้ม คุมฝุ่นข้ามแดน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กรมการค้าต่างประเทศ เผยมาตรการคุมเข้มการนำเข้า “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปลอดจากการเผา” ดีเดย์ 1 ม.ค.69 ครั้งแรกที่ไทยใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม กับการนำเข้าสินค้าเกษตร นับเป็นการยกระดับการจัดการมลพิษเชิงรุก ลดPM2.5 ณ แหล่งกำเนิด คือโรงงานอาหารสัตว์ และเกษตรกรเพื่อนบ้านต้องปฏิบัติตาม ย้ำในระยะที่ 2 จะเข้มข้นกว่านี้

ต้นเหตุหลักของฝุ่นควันข้ามพรมแดนคือ การเผาในที่โล่งเพื่อเตรียมพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศเพื่อนบ้าน คือ เมียนมาและลาว โดยเฉพาะในรัฐฉาน (เมียนมา) และภาคเหนือของลาว ซึ่งใช้การเผาตอซังเพื่อเคลียร์พื้นที่ ก่อนจะถูกลมพัดพาข้ามพรมแดนเข้ามายังไทย โดยเฉพาะภาคเหนือ และสะสมตัวรุนแรงขึ้นเมื่อมีสภาพอากาศนิ่งในช่วงฤดูหนาว

ทั้งนี้ไทยนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กว่า 2 ล้านตัน เนื่องจากผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ โดยแหล่งนำเข้า ส่วนใหญ่ มาจากประเทศเพื่อนบ้านดังกล่าว และหลายพื้นที่ยังใช้วิธีเผาไร่หลังเก็บเกี่ยว โดยนำเข้าจากเมียนมา ในสัดส่วนสูงเกือบ 90%

•พาณิชย์ แจงขั้นตอนนำเข้าข้าวโพดปลอดเผา

ภาพลักษณ์ใหม่ของกระทรวงพาณิชย์ ผ่านมาตรการ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดการเผา” ซึ่งเป็นการดูแลคุณภาพชีวิตประชาชนคนไทยทั้งประเทศ และยืนยันความเป็นผู้นำในการค้าที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

นายดวงอาทิตย์ นิธิอุทัย รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป กระทรวงพาณิชย์ จะกำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ต้องมีหลักฐานกระบวนการผลิตที่ “ปลอดการเผา” เพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน และสร้างมาตรฐานการค้าใหม่ ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

เนื่องจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นสินค้าที่ในประเทศผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ ต้องนำเข้าปีละกว่า 1.3 – 2 ล้านตัน โดยส่วนใหญ่มีแหล่งนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านที่หลายพื้นที่ยังใช้วิธีเผาไร่หลังเก็บเกี่ยว ทำให้เกิดฝุ่น PM 2.5 ลอยข้ามมาไทย มาตรการใหม่จะกำหนดให้ผู้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต้องขึ้นทะเบียนรายปีกับกรมฯ และในการนำเข้าจะต้องแสดงหลักฐานว่าสินค้ามาจากการผลิตแบบปลอดการเผาตามหลักฐานที่กำหนด โดยในช่วงแรกถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน (transitional period) ของผู้นำเข้าไทย โดยมีเป้าหมายจะเริ่มตั้งแต่ ม.ค. 2569 ไปจนกระทั่ง พ.ร.บ อากาศสะอาด และกฎหมายลูกมีผลบังคับใช้ โดยจะให้ผู้นำเข้าสามารถรับรองตนเองได้ว่าสินค้านำเข้ามาจากแหล่งที่ไม่เผา หรือใช้เอกสารจากหน่วยงานรัฐของประเทศผู้ส่งออกหรือองค์กรที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลเป็นผู้รับรองก็ได้ พร้อมกับจะต้องมีการบันทึกข้อมูลการเพาะปลูก และที่ตั้งแปลงปลูกของสินค้าที่นำเข้า เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงแปลงเพาะปลูกในกรณีที่เกิดเหตุอันควรสงสัย

ทั้งนี้ ในระยะที่สอง คาดจะเริ่มภายหลังจาก พ.ร.บ อากาศสะอาด และกฎหมายลูกมีผลบังคับใช้เป็นต้นไปแล้ว โดยใช้มาตรการที่มีความเข้มงวดมากขึ้น อาทิ การนำเข้าจะต้องใช้ใบรับรองจากหน่วยงานที่ยอมรับของประเทศผู้ส่งออกเท่านั้น จะต้องมีแผนที่แปลงการเพาะปลูกมาประกอบด้วย เป็นต้น


• ครั้งแรกไทยใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม “สินค้าเกษตรนำเข้า”

นายดวงอาทิตย์ บอกว่า เป็นครั้งแรกที่ไทยใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมกับการนำเข้าสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นมาตรการที่ร่วมกันตกผลึกตั้งแต่ต้นปี 2568 ระหว่างหน่วยงานรัฐ เอกชน เกษตรกร และนักลงทุนไทยในประเทศเพื่อนบ้าน โดยร่วมกันหาแนวทางที่มีประสิทธิภาพ ค่อยเป็นค่อยไป ตรวจสอบได้ ไม่เป็นอุปสรรคเกินไปต่อการค้าระหว่างประเทศ และบังคับใช้อย่างเท่าเทียมทั้งสินค้ามาจากต่างประเทศและในประเทศอันสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศทั้ง ASEAN และ WTO อย่างมีสมดุล

อย่างไรก็ดี มาตรการนี้ อยู่ระหว่างการนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ควบคู่ไปพร้อมกับแนวทางการป้องกันการขาดแคลนข้าวโพดเพื่อใช้ผลิตอาหารสัตว์ในกรณีที่การนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านมีปัญหา ที่กำหนดโดยคณะกรรมการนโยบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ) อาทิ การขยายโควตานำเข้าในกรอบองค์การการค้าโลก (WTO) ในระดับที่เหมาะสม พร้อมลดภาษีลงเหลือ 0% เป็นต้น โดยที่ยังคงมาตรการป้องกันผลกระทบที่จะเกิดกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างเข้มงวดเช่นกัน เช่น มาตรการผู้นำเข้าต้องซื้อข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วน ต่อการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือ ข้าวสาลีจากต่างประเทศ 1 ส่วน เป็นต้น

สินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ถือเป็นวัตถุดิบสำคัญของการผลิตอาหารสัตว์ โดยในปี 2567/2568 ไทยมีผลผลิตในประเทศ ต่อ ความต้องการใช้ อยู่ที่ 4.558 ล้านตัน : 8.436 ล้านต้น และในปี 2568/2569 อยู่ที่ 4.739 ล้านตัน : 9.201 ล้านตัน ทำให้มีการนำเข้าในปี 2567 และ 2568 (ม.ค. - มิ.ย.) อยู่ที่ 2.01 ล้านตัน และ 1.169 ล้านต้น ตามลำดับ โดยปี 2567 นำเข้าจาก เมียนมา (87%) ลาว (12.61%) กัมพูชา (0.39%) ในขณะที่ ประเทศที่ส่งออกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สำคัญของโลก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา บราซิล และ อาร์เจนตินา

การยกระดับการจัดการมลพิษเชิงรุก “ลดฝุ่นพิษ PM2.5 ข้ามพรมแดน” ในปี 2569 จึงเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่ต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคประชาชน พร้อมกับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ทั้งงบประมาณ อุปกรณ์ และเทคโนโลยี เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามวิกฤตไฟป่าและหมอกควันไปได้อย่างยั่งยืน


แนวโน้มฝุ่น PM2.5 ปี 69 รุนแรงขึ้น
“แหล่งกำเนิดไม่ใช่แค่การเผา”


ฝุ่นละออง PM2.5 รวมถึงไฟป่าและหมอกควัน ยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สร้างผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างรุนแรง และกลายเป็นความท้าทายสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งแก้ปัญหาและรับมืออย่างเป็นระบบ

คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มีมติเห็นชอบ “มาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2569” เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 โดยใช้เป็นกรอบดำเนินงานรับมือฤดูกาลฝุ่นที่เริ่มต้นเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เพจ BIOTHAI ให้ข้อสังเกตว่า แม้ ครม.อนุมัติห้ามนำเข้าข้าวโพดเผาไหม้แล้ว ! เพื่อลด #ฝุ่นพิษข้ามแดน จับตาองค์กรรับรองว่าจะมีมาตรฐานโปร่งใสตรวจสอบได้หรือไม่ ?

แม้ว่าภาพรวมสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ทั่วประเทศในปี 2568 (ช่วง 1 พ.ย. 2567 ถึง 31 พ.ค. 2568) จะมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยค่าเฉลี่ยฝุ่นลดลง ร้อยละ 10 และจำนวนจุดความร้อนทั่วประเทศลดลง ร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า รวมถึงพื้นที่เผาไหม้ในพื้นที่ป่าลดลงมากถึง ร้อยละ 24 จากปี 2567 แต่การแก้ไขปัญหายังคงมีความท้าทาย เนื่องจากมีพื้นที่ป่าที่ต้องดูแลกว่า 120 ล้านไร่ ในขณะที่จำนวนเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอต่อการป้องกันการลักลอบเผาป่า และไฟที่ลามมาจากพื้นที่รอบนอก

ส่วนในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 คาดการณ์ว่าสถานการณ์ฝุ่นมีโอกาสรุนแรงขึ้น เนื่องจากสภาวะลานีญาจะเปลี่ยนกลับสู่ความเป็นกลาง ส่งผลให้ปริมาณฝนลดลงและทำให้ความสามารถในการชะล้างมลพิษต่ำลง นับเป็นปัจจัยด้านสภาพอากาศที่ส่งผลต่อวิกฤตฝุ่นควันปี 2569 ซึ่งไม่ได้มาจากการเผาเพียงอย่างเดียว

ด้วยเหตุนี้ แนวทางใหม่ในการรับมือวิกฤตฝุ่นปี 2569 จึงถูกยกระดับขึ้น โดยมีหัวใจหลักคือ ยุทธการ “ตรึงพื้นที่” และการ “บูรณาการการทำงานเป็นหนึ่งเดียวกับจังหวัด” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการไฟป่าและควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่นให้ได้มากที่สุด

ในขณะที่การจัดการพื้นที่ป่า ได้ยกระดับการจัดการไฟป่าภาคเหนือในพื้นที่เสี่ยง 14 กลุ่มป่า โดยเน้นการทำงานเชิงรุกแบบไร้รอยต่อ พร้อมตั้งเป้าลดพื้นที่เผาไหม้ทั่วประเทศลงไม่น้อยกว่า ร้อยละ 10 จากปีก่อน อีกทั้งกรมป่าไม้ยังได้ถ่ายโอนภารกิจควบคุมไฟป่าให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มากถึง 2,674 แห่ง เพื่อกระจายอำนาจและเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังมีการเปิดศูนย์ปฏิบัติการไฟป่าและหมอกควันภาคเหนือ (War Room) ที่เชียงใหม่ เพื่อสั่งการและติดตามข้อมูลแบบ Real Time ซึ่งเป็นการทำงานที่ต่างจากเดิมอย่างชัดเจน

ด้านการจัดการในพื้นที่เกษตร จะมีความเข้มงวดการเผาภาคเกษตรด้วยระบบ “Burn Check” และบทลงโทษเด็ดขาด เน้นการใช้ประโยชน์เศษวัสดุทางการเกษตรเพื่อลดการเผา ทั้งยังมีการนำหลัก EPR มาใช้ในอุตสาหกรรมน้ำตาลด้วยการจำกัดสัดส่วนอ้อยไฟไหม้ไม่เกิน ร้อยละ 15 และให้โรงงานรับผิดชอบใบอ้อยสดจากเกษตรกรคู่สัญญาเพื่อนำไปผลิตเชื้อเพลิง

สำหรับสถานการณ์ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีจุดความร้อนสูงถึง ร้อยละ 80 อยู่ในเขตป่า และมีพื้นที่เผาไหม้ ร้อยละ 90 ในพื้นที่ป่า 9 จังหวัดตอนบน โดยเฉพาะจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตาก และลำปาง ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีจุดความร้อนสูงที่สุด 5 อันดับแรก โดยได้ตั้งเป้าลดค่าเฉลี่ย PM2.5 ในพื้นที่ดังกล่าวลงอีก ร้อยละ 10 จากค่าเฉลี่ย 33 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ในปี 2568 และตั้งเป้าลดพื้นที่เผาไหม้ภาคเกษตรลงอย่างน้อย ร้อยละ 20

ขณะเดียวกัน การรับมือก็ถูกยกระดับ โดยมีการเตรียมงบประมาณสำหรับแผนดัดแปรสภาพอากาศเพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่น PM2.5 และมีการทดสอบระบบการแจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นผ่าน Cell Broadcast และ SMS เพื่อแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงแบบทันที

นอกเหนือจากการเผาแล้ว สิ่งที่หลายฝ่ายชี้ให้เห็นคือ ต้นตอของ PM2.5 จากกิจกรรมในเขตเมืองที่มักถูกมองข้าม โดยข้อมูลดาวเทียมพบว่า แม้ไม่มีจุดความร้อนเลย ค่าฝุ่นในช่วงเช้าก็ยังสูงมากจากมลพิษ NO2, SO2 และ VOCs จากรถยนต์ โรงงาน และการใช้ปุ๋ยเกินขนาดในหลายหัวเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และขอนแก่น

ในด้านแนวคิดเชิงนโยบาย ภาคประชาสังคมและผู้แทนในพื้นที่ให้เร่งขับเคลื่อนหลายมาตรการ เช่น การขยายเขต LEZ ให้ครอบคลุมมากขึ้น เพราะมลพิษไม่จำกัดอยู่ตามเส้นแบ่งจังหวัด และการบรรจุ “Airshed” หรือแผนที่ภูมิอากาศ เข้าไปในผังเมืองเพื่อใช้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาระยะยาวอย่างยั่งยืน
กำลังโหลดความคิดเห็น