5 ค่ายอีวีจีนที่มีข้อได้เปรียบจากเทคโนโลยีและการผลิต จ่อขึ้นแท่นท็อป 10 บริษัทรถใหญ่ที่สุดของโลกภายในปี 2030 นอกจากนี้ยังมีรายงานอีกฉบับที่ตอกย้ำว่า จีนผงาดขึ้นเป็นผู้เล่นที่แข็งแกร่งที่สุดในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า
กวน มินยู หุ้นส่วนอาวุโสของแมคคินซี่ บริษัทที่ปรึกษาระดับโลก ชี้ว่า อุตสาหกรรมยานยนต์จะพบการเปลี่ยนแปลงใหญ่หลายอย่างภายในปี 2030 ซึ่งขณะนี้เริ่มปรากฏสัญญาณให้เห็นบ้างแล้ว
ปีที่ผ่านมา BYD ผู้ผลิตอีวีเบอร์หนึ่งของจีน และจีลี่ โฮลดิ้งส์ กรุ๊ป เจ้าของวอลโว คาร์ ติดกลุ่มบริษัทรถยนต์ใหญ่ที่สุด 10 อันดับแรกของโลกในแง่ยอดขาย
กวนไม่ได้ระบุชื่อบริษัทรถจีนอีก 3 แห่งที่อาจลัดคิวเข้าสู่ตารางท็อป 10 บริษัทรถใหญ่ที่สุดของโลกภายในปี 2030
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ปีที่ผ่านมา บริษัทที่เป็นกิจการของรัฐอย่าง SAIC, FAW และฉางอาน มียอดขายไล่ตาม BYD และจีลี่ ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะน้องใหม่อย่างเสียวหมี่ เอ็กซ์เผิง และลีปมอเตอร์ ต่างทำยอดขายเพิ่มขึ้นจากรถรุ่นใหม่ๆ ที่แย่งชิงลูกค้าจีนนับพันไปจาก Model 3 และ Model Y ของเทสลาที่ผลิตในเซี่ยงไฮ้ ตอกย้ำแนวโน้มชัดเจนที่บริษัทอีวีเจ้าถิ่นกำลังท้าทายแบรนด์รถดั้งเดิมในจีนที่เป็นตลาดรถใหญ่ที่สุดในโลก
จากข้อมูลของโกลบัลดาตา ซึ่งเป็นบริษัทข้อมูลและการวิเคราะห์ BYD ติดอันดับ 5 ด้วยยอดขาย 4.27 ล้านคันในปี 2024 ส่วนจีลี่ได้ที่ 10 จากยอดขาย 3.34 ล้านคัน โดยยอดขายส่วนใหญ่ของทั้งสองบริษัทอยู่ในตลาดท้องถิ่น
สำหรับปีนี้ BYD คาดว่า จะมียอดส่งออกราว 20% ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 10% เมื่อปีที่แล้ว
หลี่ หยุนเฟย ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการสร้างแบรนด์และประชาสัมพันธ์ของ BYD คาดการณ์ในเดือนกันยายนว่า ยอดขายนอกประเทศในปีนี้น่าจะอยู่ที่ 800,000-1,000,000 คัน และ 4.6 ล้านคันสำหรับยอดขายรวม
นักวิเคราะห์ระบุว่า บริษัทรถจีนเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและการผลิตอีวี โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล รวมทั้งการที่ผู้บริโภคพร้อมเปิดรับนวัตกรรมใหม่ๆ
ข้อมูลจากสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีนระบุว่า ปริมาณการผลิตรถในจีนคิดเป็นสัดส่วนกว่า 30% ของปริมาณการผลิตทั่วโลก ขณะที่ยอดขายอีวีทั่วโลก 3 ใน 5 มาจากผู้บริโภคในแดนมังกร
นอกจากนี้จีนยังครอบงำห่วงโซ่อุปทานอีวีโลก โดยแบตเตอรี่สำหรับอีวีทั่วโลกกว่า 70% มาจากผู้ผลิตจีน นำโดยคอนเทมโพลารี แอมเพอเรกซ์ เทคโนโลยี ลิมิเต็ด (CATL) และ BYD
ในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ จีนส่งออกรถ 5.62 ล้านคัน ซึ่งรวมทั้งรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถยนต์เชิงพาณิชย์ เช่น รถบรรทุกและรถบัส เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 15.7% ทั้งนี้ จากข้อมูลของสมาคมผู้ผลิตยานยนต์แห่งประเทศจีน (CAAM)
กวนตั้งข้อสังเกตว่า ยอดส่งออกในปีต่อๆ ไปอาจชะลอลงแต่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง
กั๊ว เฉิน นักวิเคราะห์อิสระในเซี่ยงไฮ้ ชี้ว่า บริษัทรถจีนต้องเพิ่มยอดขายนอกประเทศเพื่อส่งเสริมศักยภาพการทำกำไรและขยายอิทธิพลในอุตสาหกรรมยานยนต์โลก โดยช่วง 5 ปีข้างหน้าจะเป็นช่วงเวลาสำคัญของกลุ่มยานยนต์จีนที่จะต้องโน้มน้าวให้ผู้บริโภคและนักลงทุนเชื่อมั่นในความสามารถในการทำกำไรของบริษัท
อย่างไรก็ดี เอลิกซ์พาร์ตเนอร์คาดการณ์เมื่อเดือนกรกฎาคมว่า จะมีแบรนด์อีวีในจีนไม่ถึง 10% ที่สามารถทำกำไรได้ภายในปี 2030 เนื่องจากสงครามราคาและปัญหารถล้นตลาด
ขณะเดียวกัน รายงานฉบับใหม่ของบริษัทที่ปรึกษา โรแลนด์ เบอร์เกอร์ระบุว่า จีนผงาดขึ้นเป็นผู้เล่นที่แข็งแกร่งที่สุดในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า โดยสามารถแซงหน้าตลาดสำคัญอื่นๆ ทั้งในด้านการใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าในยานยนต์ โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ และเทคโนโลยีการขับขี่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI
รายงานออโตโมทีฟ ดิสรัปชัน เรดาร์ฉบับที่ 14 ที่อิงจากดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพ 26 รายการและความคิดเห็นจากผู้บริโภคกว่า 22,000 คนใน 22 ประเทศ แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านในอุตสาหกรรมรถมีความคืบหน้าต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค
รอน เจิ้ง หุ้นส่วนอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการยานยนต์ในเอเชียของโรแลนด์ เบอร์เกอร์ บอกว่า จีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำในหลายด้านและกำลังทิ้งห่างภูมิภาคอื่นๆ อย่างรวดเร็ว
ข้อมูลจาก CAAM ระบุว่า เดือนตุลาคมจีนมียอดขายรถพลังงานใหม่ 1.71 ล้านคัน หรือ 51.6% ของยอดขายรถทั้งหมด ในจำนวนนี้เป็นรถพลังงานไฟฟ้า 100% 1.1 ล้านคัน หรือ 33.1% ของยอดขายทั้งหมด
ความก้าวหน้าของจีนยังสะท้อนให้เห็นในห้องโดยสารรถอัจฉริยะที่ก้าวล้ำในเวลาอันสั้น บริษัทวิจัย เจ.ดี. พาวเวอร์ และมหาวิทยาลัยถงจี้ในเซี่ยงไฮ้ชี้ว่า มีการปรับปรุงสำคัญในด้านอินเทอร์เฟซแบบหลายโหมด การจำแนกเจตนาโดยใช้ AI และการประมวลผลแบบเรียลไทม์
รายงานชิ้นนี้ยังตอกย้ำช่องว่างที่กว้างขึ้นระหว่างจีนกับภูมิภาคอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความเร็วในการพัฒนาซอฟต์แวร์และผลิตภัณฑ์ โดยค่ายรถจีนใช้เวลาในการพัฒนาและเปิดตัวรถรุ่นใหม่ 24-40 เดือน เทียบกับ 48-60 เดือนในยุโรป
ดีมานด์ของผู้บริโภคเป็นอีกปัจจัยสำคัญ ผู้ตอบแบบสอบถามจีน 95% บอกว่า จะพิจารณาอีวีสำหรับการซื้อรถครั้งต่อไป
ขณะที่อัตราการยอมรับอีวีของจีนเติบโตจาก 22% เป็น 25% ในปีที่แล้ว ตัวเลขของยุโรปยังทรงอยู่ที่ 12% อัตราการยอมรับในเยอรมนี ญี่ปุ่น และอเมริกาลดลงเช่นเดียวกันแม้แต่ในหมู่ผู้ใช้อีวีในปัจจุบัน ตัวอย่างเช่นมีผู้ใช้อีวีในอเมริกาแค่ 35% ที่บอกว่า จะซื้ออีวีต่อ
การมีรถรุ่นต่างๆ ให้เลือกอาจมีอิทธิพลต่อความต้องการของผู้บริโภคเช่นเดียวกัน รายงานพบว่าแบรนด์จีนอย่าง BYD และวู่หลิงมีรถ 8 รุ่นในตารางอีวี 10 รุ่นที่ขายดีที่สุดในโลกปี 2024 ส่วนอีก 2 รุ่นคือ Tesla Model Y และ Model 3
โรแลนด์ เบอร์เกอร์สำทับว่า การแข่งขันในอนาคตจะขึ้นอยู่กับว่า บริษัทรถผสมผสานการเป็นหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ ความสามารถด้านซอฟต์แวร์ และความพร้อมรับมือสภาวะตลาดที่แตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาคได้ดีแค่ไหน