xs
xsm
sm
md
lg

ลุ้นมาตรการรัฐกระตุ้น หนุนหุ้นท่องเที่ยวคึก-โบรกฯแนะเก็งกำไร

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



 ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติปลายปีขยับเพิ่ม ขณะรัฐฯเร่งฟื้นฟูนักท่องเที่ยวจีนต่อเนื่อง ด้วยการดินทางไปยังจีนเข้าพบและหารือกับพันธมิตรทางการท่องเที่ยว รวมถึงมุ่งจัดกิจกรรมที่หลากหลาย ล่าสุดดีง "ลิซ่า" เป็น Amazing Thailand Ambassador เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว หวังดูดนักท่องเที่ยวหวนกลับมาคึกคักโดยเฉพาะไตรมาส 4 อันเป็นช่วงไฮซีซั่๋น ด้าน โบรกฯ ประเมินยอดจองโรงแรมและเที่ยวบินเข้าประเทศค่อยๆ เพิ่มขึ้นจากช่วงต้นปี เชื่อส่งผลดีสุดต่อ "หุ้นโรงแรม อีกทั้ง "สายการบินและค้าปลีก " รับผลดีเกี่ยวเนื่องกัน แนะเก็งกำไรระยะสั้น  


ต้องยอมรับว่การท่องเที่ยว มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ และนับว่ามีผลต่อตัวเลข จีดีพีด้วย เพราะภาคการท่องเที่ยวหากปีใดพลาดเป้าจะฉุดตัวเลขจีดีพีให้ต่ำ เพราะภาคการท่องเที่ยวมีสัดส่วน 18 % ของจีดีพี ดังนั้น หากนักท่องเที่ยวลด การบริโภคในประเทศต่ำอันหมายถึงการใช้จ่ายหดตัว ย่อมฉุดตัวเลขจีดีพี และปีนี้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่ำกว่าเป้า ส่งผลให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คาดการณ์และปรับลดจีดีพีจาก 2.8% เหลือ 1.8% ขณะที่ IMF และธนาคารโลก ต่างปรับลดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยลงเหลือ 1.8 % และ 1.6 % ตามลำดับ

ขณะที่ ภาครัฐพยายามเร่งออกมาตราการเพื่อผลักดันและหนุนกระตุ้นให้มีการออกไปท่องเที่ยวมากขึ้น โล่าสุด ดึง "ลิซ่า"
มาเป็น Amazing Thailand Ambassador เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเข้ารับการประเมินเพื่อรับตราสัญลักษณ์ Trusted Thailand เป้าหมายเพื่อเน้นดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

สำหรับมาตรกากระตุ้นท่องเที่ยวที่รัฐออกมานั้นมี 5 มาตรการย่อย คือ ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดรวม 20,000 บาท และสนับสนุนเดินทางไปเที่ยวเมืองรอง ด้วยการให้สิทธิประโยชน์ภาษีแตกต่างกันอย่างเมืองรอง 55 จังหวัด หักค่าลดหย่อนได้ 1.5 เท่า เมื่อใช้จ่าย 20,000 บาท จะลดหย่อนได้ 30,000 บาท , มาตรการสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการจัดสัมมนาของนิติบุคคลหากนิติบุคคลจัดการสัมมนาให้กับบุคลากร สามารถนำค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้,มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่าย (Front Load) เป็นการโยกเงินงบประมาณทั้งปีมาใช้จ่ายในไตรมาสที่ 1 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ 

โดยใช้งบประมาณการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ, มาตรการสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวให้ครบวงจร โดยผู้ประกอบการนำรายจ่ายการต่อเติมขยาย หรือปรับปรุงสถานประกอบการที่พักมาหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า และสุดท้ายมาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับสถานบันเทิงเป็นการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับสถานบันเทิงจากอัตรา 10% ให้เหลือ 5% ต่อไปอีก 1 ปี ตั้งแต่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.69

อย่างไรก็ตาม จากมาตรการดังกล่าว ทำให้หุ้นในหลายกลุ่มจะได้รับผลดีจากมาตรการดังกล่าวและกลุ่มที่รับผลเต็ม ๆ คือหุ้นท่องเที่ยวหรือโรงแรม โบรกเกอร์จึงมองกลุ่มนี้เท่ากับตลาด เพราะการลดหย่อนภาษีหวังกระตุ้นท่องเที่ยวนั้น ส่วนสายการบินก็ได้รับผลดีรองลงมารวมทั้งกลุ่มค้าปลีก




 บล.ดาโอ  มองบวกจากตัวเลขนักท่องเที่ยวรวมที่เพิ่มขึ้นได้ทั้ง โดยจำนวนนักท่องเที่ยวรัสเซียมีการเติบโตได้ดีมากหรือเพิ่มขึ้น 19% จากปีก่อนสะท้อนให้เห็นการเข้าสู่ High season ของไทยได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้นักท่องเที่ยวจีนก็เห็นการฟื้นตัวได้ดีเมื่อเทียบสัปดาห์ แม้เทียบต่อปีจะลดลงก็ตาม
ฝ่ายวิจัยคาดว่าไตรมาส 4/68E มีโอกาสที่จะเห็นนักท่องเที่ยว Long Haul มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่องจากการจองตั๋วล่วงหน้ากันมาแล้วและเป็น High season ของไทย ขณะที่นักท่องเที่ยว Short Haul อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในประเทศบ้าง แต่ฝ่ายวิจัยคาดว่าผลกระทบจะจำกัด

ทั้งนี้ หุ้นที่ได้รับผลบวกจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่กลับมาฟื้นตัวได้ เรียงลำดับจากมากไปน้อยตามสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจีน ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT, SHR ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวรวม YTD ยังคงหดตัวลง 7% เทียบปีก่อน โดยเป็นการลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เข้าสู่ช่วง Low season ของไทย

โดยประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวม/นักท่องเที่ยวจีนปี 2568E ที่ 33 ล้านคน/4.5 ล้านคน ฝ่ายวิจัยประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2568E จะอยู่ที่ 33 ล้านคน ลดลง 7% เทียบปีก่อน และคาดจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะอยู่ที่ 4.5 ล้านคน ลดลง 33% เทียบปีก่อน โดยคาดว่านักท่องเที่ยวจีนจะเริ่มฟื้นได้อย่างชัดเจนในไตรมาสไตรมาส 4/68E

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยให้น้ำหนักการลงทุนเป็น “เท่ากับตลาด” โดย Top pick ของกลุ่ม ฝ่ายวิจัยเลือก CENTEL,ERW
ซึ่ง CENTEL (ซื้อ/เป้า 36.00 บาท) จากกำไรไตรมาส 3/68E เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน จากยอด Booking และการเติบโตของรายได้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ไตรมาส 2/68 เป็นจุด Bottom ของปีไปแล้ว นอกจากนี้ยังได้ผลดีจากสนามบินมัลดีฟส์ที่มีการเปิด Terminal ใหม่ ซึ่งจะส่งผลดีต่อ CENTEL ที่มีสัดส่วนรายได้ที่มัลดีฟส์ราว 15% ส่วน ERW (ซื้อ/เป้า 3.00 บาท) จากแนวโน้มกำไรไตรมาส 3/68E จะหดตัวเทียบปีก่อน แต่จะเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน เพราะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2/68 และจะฟื้นตัวได้ดีในไตรมาส 4/68E

สำหรับนักท่องเที่ยวสัปดาห์ล่าสุด (20-26 ต.ค.) เพิ่มขึ้น 6% จากอินเดีย, รัสเซียและจีน ขณะที่ปีก่อนกลับมาเพิ่มขึ้น +1% ได้ในรอบ 9 เดือน รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวสัปดาห์ที่ผ่านมา (20-26 ต.ค.) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 592,196 คน (+6% จากสัปดาห์ก่อน /+1% จากปีก่อน) คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 84,599 คน โดยประเทศที่เพิ่มขึ้นเรียงตามลำดับ คือ 1) อินเดีย 54,877 คน (+31% สัปดาห์ก่อน/+42% จากปีก่อน) 2) รัสเซีย 38,749 คน (+31% จากสัปดาห์ก่อน/+19% จากปีก่อน) และ 3) จีน 74,721 คน (+12% จากสัปดาห์ก่อน/-20% จากปีก่อน )

ขณะที่ประเทศที่ลดลง คือมาเลเซีย 90,855 คน (-13% จากสัปดาห์ก่อน/+12% จากปีก่อน) และเกาหลีใต้ 25,307 คน ( - 2% จากสัปดาห์ก่อน/ - 18% จากปีก่อน) โดยนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นมาจากจากการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) ของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก และมีแนวโน้มที่นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกลจะเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นในเกือบทุกกลุ่มตลาด

อีกทั้งนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) เดินทางเข้ามามากขึ้นเช่นกัน จากการออกเดินทางท่องเที่ยวหลังสิ้นสุดเทศกาลดิวาลีของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดอินเดีย และการเดินทางเพื่อมาเข้าชมกิจกรรม Music Event เช่น คอนเสิร์ต BLACKPINK WORLD TOUR IN BANGKOK และ คอนเสิร์ต CRAZY IN LOVE ZEENUNEW CONCERT ที่มีแฟนคลับชาวจีน และชาวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาชมเป็นจำนวนมาก สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-26 ต.ค.68 ทั้งสิ้น 26,245,277 คน ลดลง 7% จากปีก่อน  


นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุน “หุ้นท่องเที่ยว” รับอานิสงส์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว 4 มาตรการใหญ่ ที่ ครม. อนุมัติเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ครอบคลุมสิทธิลดหย่อนภาษีและการสนับสนุนการเดินทางเมืองรองคาดว่าจะช่วยเพิ่ม GDP ปี 68 ประมาณ 0.05–0.06% สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนหลายหมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ โกลเบล็กแนะนำ 6 หุ้นเด่นกลุ่มท่องเที่ยวที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์โดยตรงอย่าง MINT, ERW, CENTEL, AWC, BA และ AAV พร้อมระบุว่าหากมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวมีผลจริง จะเป็นปัจจัยหนุนเชิงจิตวิทยาต่อดัชนีตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น และช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

บล.กรุงศรี มองกลุุ่มท่องเที่ยวพบว่าการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยก่อนเข้าสู่ช่วงฤดูกาลมีแนวโน้มไปในทางบวก ขณะที่ Readers’ Choice Awards 2025 จัดโดยนิตยสาร Condé Nast Traveler ซึ่งเป็นนิตยสาร ท่องเที่ยวชั้นนำของโลกจากสหรัฐอเมริกา ล่าสุดผลโหวตจากนักอ่านทั่วโลก ได้โหวตให้ “ประเทศไทย” ติดอันดับ 1 “ประเทศที่มีอาหารที่ดีที่สุดในโลก 2025 ”

ขณะ AOT เปิดเผยว่าสายการบินทั่วโลกแสดงความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ผ่านการยื่นขอจัดสรรเวลา การบิน (Slot) ในช่วง Winter 2025/2026 (ตุลาคม 68-มีนาคม 69) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเพิ่ม ความถี่เที่ยวบินและเปิดเส้นทางใหม่ โดยเฉพาะจาก อินเดีย ยุโรป สแกนดิเนเวีย และสหรัฐอเมริกา สอดคล้องกับ ททท.เปิดเผยว่า สายการบินระหว่างประเทศจากตลาดระยะใกล้ประกอบด้วยภูมิภาคเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะจีน เอเชียใต้อาเซียน และตลาดระยะกลางและระยะไกลจากตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา มีการเปิดเส้นทางบินใหม่รวมกว่า 80 เส้นทาง ทั้งจากเมืองหลักและเมืองรองของ ต่างประเทศสู่จุดหมายปลายทางของประเทศไทย

อีกทั้งรัฐฯเดินหน้าฟื้นฟูนักท่องเที่ยวจีนต่อเนื่อง รมว.ท่องเที่ยว เดินทางไปยังจีนเข้าพบและหารือกับพันธมิตรทางการท่องเที่ยวของสาธารณรัฐประชาชนจีน อาทิ UTour, Caissa, Qunar,Tongcheng, China Comfort Tourism (CCT), China Travel Group (CTG), 6renyou, ZX-Tour,Hainan Airlines และ Air China พร้อมเข้าร่วมกิจกรรม “Amazing Thailand, Networking Dinner”

ดังนั้น ประเมินองค์ประกอบดังกล่าวน่าช่วยให้นักท่องเที่ยวที่กำลังเข้าสู่ฤดูกาลไตรมาส 4 ปีนี้ ถึงไตรมาสแรกปี 69 มีแรงส่ง ทางบวกและช่วยลดผลกระทบนักท่องเที่ยวที่ลดลงเทียบปีก่อน บวกต่อหุ้นอิงภาคบริการ อาทิ ท่องเที่ยว CENTEL, ERW สายการบิน AOT, BA และ ค้าปลีก CPALL, CPAXT, BJC

โดย บล.กรุงศรีฯ ประเมินการท่องเที่ยวไทย มีกระแสบวกต่อหุ้นท่องเที่ยวเร่งตัวขึ้น และมีโอกาสจุดหุ้นเริ่มเร่งขึ้นรอบใหม่ รวมถึงโอกาสกลับมาเป็นภาพบวกเทียบปีก่อน จะเป็นแรงส่งหุ้นท่องเที่ยว การบินที่ยัง Deep Value ล่าสุดเที่ยวบินจีนมาไทยสิ้นสุดปลายตุลาคมขยายตัวเร่งขึ้น +6% เป็นเส้นทางเดียวที่เพิ่มขึ้น ทำให้สัดส่วนจีนมาไทยขยับเพิ่มเป็น 57% เมื่อเทียบกับปี 63 แนะนำ AAV, BA, CENTEL, ERW เด่น และแนะนำเก็งกำไร AAV, BA


บล.เคจีไอ ประเมินหลังจาก รัฐบาลเตรียมออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ท้ังมาตรการทางภาษีรัฐบาลจะให้สิทธิในการลดหย่อนภาษีได้สูงสุดคนละ 20,000 บาท โดยมาตรการนี้จะให้สิทธิในการลดหย่อนสำหรับการท่องเที่ยวเมืองหลัก 1 เท่า และเมืองรองให้สิทธิ ลดหย่อนได้ 1.5 เท่า โดยจะเริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. – 15 ธ.ค.68

อีกทั้ง โครงการเร่งรัดการจัดประชุมสัมมนาของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น รัฐบาลเห็นว่า มีงบประมาณของแต่ละภาคส่วนอยู่แล้วไม่ใช่งบประมาณใหม่ โดยภาครัฐมี งบประมาณอยู่ราว 6,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ส่วนราชการ 3,000 ล้านบาท และรัฐวิสาหกิจอีก 3,000 ล้านบาท สำหรับการอบรมสัมมนา ยังไม่รวมกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตั้งไว้เพื่อกระตุ้น การท่องเที่ยว โดยกำหนดให้เบิกจ่าย 60% ของงบอบรมสัมมนาภายในเดือนมกราคม 69 จากเดิมจะรอจ่ายในไตรมาส 3-4 ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอจากภาคเอกชนให้บริษัทนิติบุคคลนำค่าใช้จ่ายในการพาพนักงานเที่ยวในประเทศมาหักลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณา

นอกจากนี้ มาตรการสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมและที่พัก รัฐบาลจะให้สิทธิหักค่าใช้จ่ายในการปรับปรุง โรงแรมได้ 2 เท่า สำหรับเมืองรองโดยเฉพาะ โดยให้สิทธิใช้จ่ายได้ถึงเดือน มี.ค.ปี 69 โดยสามารถนำไปใช้ในการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ การติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อลดต้นทุน และความยั่งยืน การจัดทำระบบบำบัดน้ำเสีย Valuation & Action

ดังนั้น บล.เคจีไอฯ มีมุมมองทางบวกต่อข่าวดังกล่าว โดยเชื่อว่ามาตรการต่างๆ ที่ออกมาจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศผ่านธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศในช่วงไตรมาส 4 ปี 68 ถึงไตรมาสแรกปี 69 นอกเหนือจากภาพรวมการท่องเที่ยวไทยที่เริ่มเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงไตรมาส 4 ดังนั้น ประเด็นบวกดังกล่าวจะส่ง ผลบวกต่อการเก็งกำไรระยะสั้นในหุ้นที่อิงกับการท่องเที่ยวในประเทศ ได้แก่ AAV* (Outperform, TP = Bt1.58), AOT (Neutral, TP = Bt34.00), CENTEL* (Outperform, TP = Bt37.50) และ ERW* (Outperform, TP = Bt3.25)

โดยสรุป ต้องมาลุ้นกันต่อไปว่า เมื่อผ่านพ้นไตรมาส 4 ปีนี้ ผลประกอบการที่จะประกาศออกมาช่วงต้นปีหน้า กลุ่มที่เกี่่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวจะออกมาสดใสหรือไม่ มากน้อยเพียงใด