ผู้จัดการรายวัน 360- คนไทยขึ้นแท่น “สวยติดแกลม” มากที่สุดในโลก ต้องสวย หรู ดูแพง และผลลัพธ์ความงามที่ยั่งยืน ดันตลาดคลีนิกความงามโต 11% ต่อเนื่อง คาดปีนี้แตะ 76,500 ล้านบาท ลุ้นอีก 7 ปี ตลาดโต 2 เท่า ทะลุ 1.3 แสนล้านบาท “THE KLINIQUE” สบโอกาสบริการกำจัดขนพุ่งมาแรง ควง “จ๊ะ นงพณี” จับไมค์ชูกลยุทธ์ Music Marketing สร้างเพลง "ถ้าพี่ไม่ชัวร์ หนูอยากโดน (เล)" มั่นใจดันรายได้รวมพุ่งอีก 30% จากปีก่อนทำได้ 30,000 ล้านบาท ครองเบอร์ 1 ในตลาด
นายแพทย์อภิรุจ ทองวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดศัลยกรรมและความงามยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตลาดใหญ่สุดยังเป็นอเมริกา รองลงมาคือ เอเชียแปซิฟิก ที่ในปี 2563 มีมูลค่า 678,460 ล้านบาท ( 20,000 ล้านดอลล่าร์ยูเอส) คาดว่าในปี 2570 จะโตเป็น 3 เท่า ด้วยมูลค่าสูงถึง 1.9 ล้านล้านบาท ( 55,900 ล้านดอลล่าร์ยูเอส) โดยมี 3 ตลาดขับเคลื่อน คือ เกาหลีใต้ ไทย และอินโดนีเซีย ตามลำดับ
สำหรับในไทย ตลาดคลีนิกความงามมูลค่า 70,000 ล้านบาท ปีนี้น่าจะเพิ่มเป็น 76,500 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโต 11.6% ต่อเนื่อง เชื่อว่าอีก 7 ปี ตลาดจะเพิ่มเป็นเท่าตัวหรือมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 130,000 ล้านบาท สะท้อนว่าธุรกิจศัลยกรรมและเสริมความงามยังคงเติบโตอย่างดี ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป จากต้องการผลลัพธ์รวดเร็ว มาเป็นผลลัพธ์จากความงามที่ยั่งยืน และใส่ใจสุขภาพของตนเองในระยะยาว
สอดคล้องกับผลสำรวจของ Euromonitor ในปี 2565 ที่ผ่านมา พบว่า 3 อันดับ นิยามความงามของคนไทย คือ 1.สวยแบบมีสุขภาพดี (Looking healthy) 2.สวยติดแกลม สวยหรู ดูแพง (Glamorous beauty) 3. สวยในแบบที่เป็นตัวเองอย่างดีที่สุด (Looking your best) ซึ่งเมื่อเทียบกับทั่วโลกหรือแม้กระทั่งประเทศในทวีปเอเชียด้วยกันอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน อินโดนีเซีย และอินเดีย พบว่า ไทยเป็นประเทศเดียวที่ให้ความสำคัญกับนิยามความงามแบบสวยติดแกลมมากเป็นอันดับ 2 ในขณะที่ประเทศอื่นไม่ได้ให้นิยามความงามแบบสวยติดแกลมมากขนาดนั้น ซึ่งบ่งบอกว่าคนไทยมีความต้องการในการดูแลตัวเองที่มีลักษณะเฉพาะ
ในส่วนของ THE KLINIQUE มั่นใจว่า สามารถรองรับความต้องการของผู้บริโภคในทั้ง 3 อันดับนิยามความงามได้ รวมทั้งภาพลักษณ์ของแบรนด์ก็สอดคล้องกับเทรนด์ดังกล่าว ซึ่งเกิดจาก 3 ปัจจัยคือ 1.บริการที่ตลอด 10 กว่าปีลงทุนด้านเครื่องมือและอุปกรณ์ไปกว่า 1,500 ล้านบาท 2.บุคลากรที่มีการอบรมเพิ่มทักษะอยู่ตลอด และ 3.แบรนด์ดิ้ง และความน่าเชื่อถือในการให้บริการ จึงส่งผลให้รายได้ในปีที่ผ่านมาทำได้ถึง 30,000 ล้านบาท เติบโต 30% มากกว่าตลาด และยังถือเป็นผู้นำอันดับ 1 ในแง่รายได้อีกด้วย
จากปัจจุบันคลินิกความงามมีอยู่ราว 2,500 โลเกชั่นทั่วประเทศ หรือกว่า 2,000 แบรนด์ ซึ่งมีทั้งแบรนด์ที่เป็นเชนมีหลายสาขา และแบบโลคอล ที่ 1 แบรนด์เปิดเพียง 1 สาขา ซึ่งช่วงหลังโควิดมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาค่อนข้างมาก แต่ปัจจุบันก็ปิดตัวไปไม่น้อย จำนวนรวมจึงค่อนข้างทรงตัว
นายแพทย์อภิรุจ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ช่วงปีที่ผ่านมา พบว่าบริการกำจัดขนเติบโตอย่างมีนัยยะ โดยเฉพาะของทาง THE KLINIQUE หลังให้บริการอย่างจริงจัง ปีก่อนรายได้จากบริการกำจัดขนเติบโตขึ้นถึง 30% โดยลูกค้ากว่า 50% เป็นลูกค้าใหม่จากคลีนิกอื่น และการเข้าใช้บริการกว่า 50% เป็นเคสแก้อาการ ทำให้เชื่อได้ว่าตลาดนี้มีมูลค่าสูงและเติบโตขึ้นมาก และกลุ่มลูกค้าที่ใช้บริการเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ลงมา แบ่งเป็นหญิง 70% กับการกำจัดขนรักแร้ บิกินี และขา ตามลำดับ และชาย 30% กับการกำจัดหนวด/เครา รักแร้ และบิกินี ตามลำดับ
ล่าสุดในปีนี้ THE KLINIQUE จึงพร้อมใช้กยุทธ์ Music Marketing มาสร้างความแตกต่าง เพื่อสื่อสารไปยังผู้บริโภคในเรื่องบริการกำจัดขน ด้วยการสร้างเพลง "ถ้าพี่ไม่ชัวร์ หนูอยากโดน (เล)" โดยให้ “เพลงนำแบรนด์" ซึ่งมีจุดเด่น 3 ประเด็น คือ 1.แนวเพลง : ลูกทุ่งติดแกลม ที่สนุก เร้าใจ สร้างสรรค์ ถูกจริตคนไทยโดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2.เนื้อเพลง : เป็นศิลปะของการพูดเรื่องขนให้เข้าไปในชีวิตคนไทยได้อย่างแนบเนียนเป็นธรรมชาติโดยเล่นกับเส้นบางๆ ของความสนุกปนทะลิ่งนิดๆ ที่คนไทยชื่นชอบ
3. ศิลปิน : จ๊ะ นงผณี มหาดไทย นอกจากจะเป็นนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง ที่มีจุดเด่นคือความสนุก ขี้เล่น ตรงไปตรงมา สามารถสื่อสารเรื่องขนได้อย่างเปิดเผย และยังเป็นลูกค้าจริงของ THEKLINIQUE ที่ใช้บริการการกำจัดขนจริง ทำให้การสื่อสารในครั้งนี้มีทั้งความจริงใจ และมีน้ำหนักเชิงประสบการณ์จริงที่ผู้บริโภคสัมผัสได้
และยังได้ BADMIXY หรือ มิกซ์ เฉลิมศรี ศิลปิน นักร้อง นักแต่งเพลงยุคใหม่ มาร่วมร้องและแต่งเพลงนี้ทำให้บทเพลงมีความร่วมสมัย และเข้าถึงคนได้หลากหลายกลุ่ม รวมถึงได้รับเกียรติจาก ปอป้อ-ทรัพย์สิริ แต้รัตนชัย นักกีฬาแบดมินตัน ขวัญใจคนไทยทั้งประเทศ มาร่วมแสดงในมิวสิควีดีโอด้วย
“บริษัทมั่นใจว่ารายได้จากบริการกำจัดขนปีนี้จะเติบโตต่อเนื่อง หรือจากที่ทำรายได้ที่ 10% ของรายได้รวมปีก่อน ปีนี้จะเพิ่มเป็น 20% พร้อมดันรายได้รวมเติบโตอีก 30% จากปีก่อนทำไว้ 30,000 ล้านบาท”
ทั้งนี้เป้าหมายของ THE KLINIQUE ต้องการเป็นผู้นำในการสร้างมาตรฐานใหม่ในอุตสาหกรรมการแพทย์และความงามเพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด พร้อมทั้งสร้างความพึงพอใจและผลลัพธ์ที่เหนือความคาดหมาย ปีนี้จึงพร้อมใช้งบลงทุนอีกกว่า 300 ล้านบาท สำหรับขยายสาขาใหม่อีก 10 สาขารวมถึงเครื่องมือและอุปกรณ์ ต่างๆ เฉลี่ยแต่ละสาขาลงทุน 30 ล้านบาท ส่งผลให้สิ้นปีนี้ THE KLINIQUE จะเปิดให้บริการที่ 82 สาขา.