แม้อาจเป็นหนึ่งในค่ายรถเก่าแก่ที่พัฒนาอีวีช้าที่สุด แต่โตโยต้าก็อาจเป็นบริษัทยานยนต์แห่งแรกที่ปลดระวางรถยนต์ที่ใช้น้ำมันและมุ่งมั่นเดิมพันกับรถไฮบริด ท่ามกลางกระแสอีวีฟีเวอร์ที่แผ่วลง และการคาดการณ์ว่า ดีมานด์รถยนต์ไฟฟ้าใน 2-3 ปีข้างหน้าจะไม่เติบโตเปรี้ยงปร้างเหมือนช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
ผู้บริหารสองคนของโตโยต้าเปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า เกือบสามทศวรรษหลังจากเปิดตัวพรีอุส รถไฮบริดที่ใช้ทั้งพลังงานไฟฟ้าและน้ำมัน วันนี้บริษัทรถยนต์ใหญ่ที่สุดในโลกสัญชาติญี่ปุ่นแห่งนี้กำลังเดินหน้าแปลงรถส่วนใหญ่ในไลน์อัปโตโยต้าและเลกซัสเป็นรถไฮบริด และอาจขยายรวมรถทุกรุ่นในอนาคต
การดื้อดึงมุ่งมั่นกับไฮบริดมากกว่ารถยนต์ไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของความท้าทายของโตโยต้าต่อความเชื่อในอุตสาหกรรมและบรรดาหน่วยงานกำกับดูแลว่า ในอนาคตอันใกล้รถทุกคันบนถนนจะมีแต่อีวี
เดือนมกราคมที่ผ่านมา อากิโอะ โตโยดะ ประธานกรรมการโตโยต้า แสดงความเชื่อมั่นว่า อีวีจะครองส่วนแบ่งในตลาดโลกได้สูงสุดแค่ 30%
ในทางกลับกัน โตโยต้าชูกลยุทธ์ “multi-pathway” ที่ครอบคลุมทั้งอีวี ไฮบริด รถพลังงานไฮโดรเจน เชื้อเพลิงเพื่อสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
เดวิด คริสต์ ประธานฝ่ายขายและการตลาดของโตโยต้าในอเมริกาเหนือ บอกว่า โตโยต้าจะประเมินต่อไปว่า การมุ่งที่รถไฮบริดอย่างเดียวเหมาะสมหรือไม่ ควบคู่ไปกับการรีดีไซน์รถทุกรุ่น รวมถึง RAV4 รุ่นปี 2026 รถรุ่นนี้เป็น SUV ที่ขายดีที่สุดในอเมริกา และมีเวอร์ชันไฮบริดอยู่แล้วที่กวาดยอดขายถึง 50%
แหล่งข่าวสองคนที่รับรู้การหารือเกี่ยวกับการวางแผนผลิตภัณฑ์ของโตโยต้าบอกว่า มีแนวโน้มสูงที่ค่ายรถเก่าแก่แห่งนี้จะยุติการผลิต RAV4 เวอร์ชันที่ใช้น้ำมันสำหรับตลาดอเมริกาเหนือ จากตอนนี้ที่เลิกผลิตคัมรี ซีดานที่ขายดีที่สุดในอเมริกา เวอร์ชันเครื่องยนต์สันดาปในรุ่นปี 2025 ไปแล้ว เช่นเดียวกับแลนด์ ครุยเซอร์ และเซียนนาที่ปัจจุบันมีแค่เวอร์ชันไฮบริด
แหล่งข่าวทั้งสองคนสำทับว่า ไฮบริดหลายรุ่นมีแนวโน้มแตกเป็นปลั๊ก-อิน ไฮบริดที่มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ขึ้น
กลยุทธ์ไฮบริดของโตโยต้าดูเหมือนเป็นการส่งเสริมสถานะผู้นำของบริษัทในเซกเมนต์นี้ที่กลับมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้งขณะที่ดีมานด์อีวีชะลอลง ส่วนหนึ่งเนื่องจากราคาแพงและปัญหาเกี่ยวกับการชาร์จ
รถไฮบริดของโตโยต้าไม่จำเป็นต้องชาร์จไฟเสมอไป และสลับระหว่างการใช้น้ำมันกับพลังไฟฟ้าได้อย่างราบรื่น หรือใช้ทั้งสองอย่างพร้อมกัน ขึ้นอยู่กับสภาวะการขับขี่ ขณะที่รถปลั๊ก-อิน ไฮบริดชาร์จได้และปกติจะขับขี่ด้วยโหมดไฟฟ้าระยะทางถึงราว 64 กิโลเมตรก่อนที่จะต้องสลับไปใช้เครื่องยนต์ใช้น้ำมัน
ปัจจุบัน แบรนด์โตโยต้าและเลกซัสในอเมริกามีรถ 31 รุ่น โดย 8 รุ่นมีเฉพาะเวอร์ชันไฮบริด และอีก 8 รุ่นมีเวอร์ชันใช้น้ำมันเท่านั้น
ผู้บริหารของโตโยต้าและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมระบุว่า กลยุทธ์ไฮบริดจะทำให้โตโยต้าได้เปรียบในการปฏิบัติตามข้อจำกัดในการปล่อยไอเสียของอเมริกา โดยเมื่อเดือนมีนาคมรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศลดเพดานการปล่อยมลพิษที่จะมีผลบังคับใช้นับจากรถรุ่นปี 2027 จนถึงปี 2032 ซึ่งเท่ากับว่า โตโยต้าจะไม่ต้องเสียค่าปรับหลายพันล้านดอลลาร์ แถมมีเวลามากขึ้นในการพัฒนาอีวีหรือรถที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์อื่นๆ
คริสต์เสริมว่า โตโยต้ายังไม่ได้กำหนดเส้นตายในการผลิตรุ่นที่มีเวอร์ชันไฮบริดเท่านั้น และบางรุ่นอย่างเช่น รถกระบะและอีโคคาร์อาจใช้เวลานานกว่าเนื่องจากผู้บริโภคมีความอ่อนไหวด้านราคา
นอกจากไฮบริดแล้ว โตโยต้ายังตั้งเป้าแปลงรถ 30% ทั่วโลกเป็นอีวีภายในปี 2030 ซึ่งจะโฟกัสรุ่นที่ขายดีและจะเป็นเวอร์ชันรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ก่อนหน้านี้โตโยต้ายังประกาศแผนลงทุน 35,000 ล้านดอลลาร์ในแบตเตอรี่และแพลตฟอร์มอีวีใหม่
เดือนพฤษภาคม โตโยต้าเผยโฉมต้นแบบเครื่องยนต์สันดาปขนาดเล็กที่บริษัทคาดหวังว่า ในอนาคตข้างหน้าเครื่องยนต์นี้จะใช้เชื้อเพลิงชีวภาพหรือน้ำมันเบนซินสังเคราะห์คาร์บอนต่ำ และอาจจับคู่กับระบบขับเคลื่อนไฮบริด
แต่ประเด็นหลักก็คือ การลดขนาดเครื่องยนต์จะช่วยให้โตโยต้าพัฒนารถไฮบริดด้วยวิธีการอื่นๆ กล่าวคือแทนที่จะเริ่มด้วยรถใช้น้ำมันและใส่แบตเตอรี่เพิ่มเข้าไป บริษัทมีแผนเริ่มด้วยแพลตฟอร์มอีวีใหม่และเพิ่มเครื่องยนต์ขนาดเล็กเพื่อสร้างทางเลือกไฮบริดที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
จากการเปิดเผยของแหล่งข่าวคนหนึ่ง ไฮบริดรุ่นแรกที่จะใช้แพลตฟอร์มและเครื่องยนต์ใหม่จะเป็นโคโรลล่าปลั๊ก-อิน ไฮบริดที่จะเริ่มขายในจีนปี 2026 และอเมริกาในปีถัดไป
ความนิยมในรถไฮบริดของโตโยต้าเป็นผลพวงจากการลงทุนนานหลายทศวรรษกระทั่งสามารถลดต้นทุนลง แต่เพิ่มประสิทธิภาพระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า-น้ำมัน
การตัดสินใจเปลี่ยนรถส่วนใหญ่เป็นเวอร์ชันไฮบริดเพียงอย่างเดียวเป็นการตัดสินใจที่ง่ายมากสำหรับโตโยต้าและลูกค้าของบริษัท เนื่องจากเทคโนโลยีสำหรับไฮบริดตอนนี้ทำให้ผู้ซื้อต้องจ่ายเพิ่มไม่ถึง 2,000 ดอลลาร์ อีกทั้งยังไม่ช้าเหมือนรถไฮบริดรุ่นแรกๆ
ข้อดีเหล่านั้นช่วยขจัดความกังวลใหญ่ที่สุดของผู้บริโภค 2 ข้อที่เคยทำให้รถไฮบริดถูกจัดเป็นรถสำหรับตลาดเฉพาะกลุ่มมานานหลายปี โดยมียอดขายไม่ถึง 3% ของยอดขายรถทั้งหมดในอเมริกาเมื่อปี 2019 แต่ตอนนี้ยอดขายขยับขึ้นมาเป็น 11.3% ทั้งนี้ จากข้อมูลของค็อกซ์ ออโตโมทีฟ ผู้เชี่ยวชาญบริการด้านยานยนต์ของอเมริกา
โตโยต้าเติบโตแซงหน้าคู่แข่งอื่นๆ เนื่องจากเป็นผู้นำในเซกเมนต์ไฮบริด ทำให้บริษัทมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผลักดันให้ผู้บริหารพิจารณาการพัฒนารถเวอร์ชันไฮบริดเท่านั้นในขณะนี้
ข้อมูลจนถึงเดือนมิถุนายน ไฮบริดคิดเป็นสัดส่วน 37% ของยอดขายทั้งหมดของโตโยต้า เทียบกับแค่ 9% เมื่อปี 2019 และยอดขายไฮบริดที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนกำไรและราคาหุ้นของบริษัทพุ่งทำสถิติสูงสุดตลอดกาลในปีนี้
คริสต์คาดว่า ยอดขายรถไฮบริดปีหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 50% ของยอดขายทั้งหมดของบริษัท ทั้งนี้ ยอดขายไฮบริดของโตโยต้าในอเมริกาจนถึงวันที่ 30 มิ.ย. พุ่งขึ้นถึง 66% จากปีที่แล้ว เป็น 438,845 คัน เทียบกับยอดขายอีวีที่อยู่ที่เพียง 15,107 คัน
นอกจากนั้น ค็อกซ์ยังประเมินว่า ดีมานด์อีวีใน 2-3 ปีข้างหน้าจะไม่เติบโตเปรี้ยงปร้างเหมือนช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ขณะที่รถไฮบริดและปลั๊ก-อิน ไฮบริดยังคงกัดกินยอดขายอีวีต่อไป เนื่องจากเป็นตัวเลือกที่ใช้งานง่ายกว่าและคุ้นเคยมากกว่า แถมไม่ต้องกังวลกับระยะทางวิ่ง