xs
xsm
sm
md
lg

“สุริยะ” ดัน พ.ร.บ.ขนส่งทางรางฯ ชง ครม. คาดบังคับใช้ปี 68 พร้อมเร่งโปรเจกต์ "ทางคู่ ไฮสปีด ถนนภูเก็ต"

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“คมนาคม” เร่งโปรเจกต์คมนาคม ดัน พ.ร.บ.ขนส่งทางรางฯ เข้า ครม.ลุยเพิ่มฟีดเดอร์เชื่อมรถไฟฟ้า ทล.ตั้งงบปี 68 ประมาณ 80 ล้านบาทออกแบบก่อสร้างสะพานสารสินแห่งใหม่ ทบทวนแผนแม่บท "สุวรรณภูมิ" รับ 80 ล้านคนใน 3 ปี รื้อ slot การบินดัน Aviation Hub

วันที่ 2 เม.ย. 2567 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและติดตามผลการดำเนินโครงการสำคัญตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ครั้งที่ 1/2567 เพื่อให้ทุกหน่วยงานร่วมกันขับเคลื่อนและติดตามผลการดำเนินงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีผู้บริหารกระทรวงคมนาคม และหน่วยงานในสังกัดเข้าร่วมประชุม

นายสุริยะกล่าวว่า จากที่ได้ดำเนินนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย (รถไฟชานเมืองสายสีแดง และรถไฟฟ้า MRT สายสีม่วง) เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชน พบว่ามีปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 26.99% ปัจจุบันมีรถโดยสารประจำทางเชื่อมต่อรถไฟชานเมืองสายสีแดง โดยปรับปรุงเส้นทางรถโดยสารประจำทางหมวด 1 ในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดที่มีเส้นทางต่อเนื่องให้เชื่อมต่อกับสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ 15 เส้นทาง เป็นรถโดยสาร ขสมก. 8 เส้นทาง รถบริษัทไทยสมายล์บัสและบริษัทในเครือ 7 เส้นทาง

นอกจากนี้ สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) อยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางการจัดเส้นทาง Feeder เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย โดยจะผลักดันดำเนินการระยะเร่งด่วน 30 เส้นทางภายในปี 2567 เพื่อรองรับการให้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายสีแดง ส่วนระยะกลางภายในปี 2568-2569 จะผลักดันอีก 15 เส้นทางรองรับการเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สายสีเขียว สายสีชมพู และสายสีส้ม และอีก 66 เส้นทางจะดำเนินการในระยะถัดไปตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป

@ดัน พ.ร.บ.ขนส่งทางรางฯ เข้า ครม.

ทั้งนี้ กรณีรถไฟฟ้าสายต่างๆ มีปัญหา แต่ภาครัฐยังไม่มีเครื่องมือในการกำกับดูแลบังคับได้อย่างเต็มที่ จึงเร่งรัดผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การขนส่งทางราง พ.ศ....เพื่อเป็นเครื่องมือในการกำกับควบคุมโครงการได้เข้มข้นขึ้น เป็นกฎหมายที่จะช่วยคุ้มครองผู้โดยสารและผู้ใช้บริการระบบขนส่งทางราง รวมทั้งมีบทกำหนดโทษผู้ที่กระทำการใดๆ ที่ฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขใดๆ ตามที่กฎหมายนี้กำหนด เช่น กรณีเกิดอุบัติเหตุระบบรางจะมีบทลงโทษและบทบัญญัติที่เข้มข้นขึ้น

ซึ่งให้กรมการขนส่งทางราง (ขร.) นำเสนอร่าง พ.ร.บ.ขนส่งทางรางมาที่กระทรวงคมนาคมในวันที่ 3 เม.ย. 2567 เนื่องจากตนได้ตรวจสอบข้อมูลภายในร่างพ.ร.บ.ขนส่งทางรางฯ เห็นว่ามีความครบถ้วน และได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นมาแล้ว โดยมี 11 หมวด 145 มาตรา จะเร่งเสนอ ครม.อนุมัติหลักการ และคาดว่าปลายปี 2567 จะเสนอรัฐสภา 3 วาระ และบังคับใช้ในปี 2568

ส่วน (ร่าง) พ.ร.บ. ตั๋วร่วม พ.ศ. .... ขณะนี้คณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วมเห็นชอบในหลักการแล้ว อยู่ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม (คนต.) พิจารณา จากนั้นจะนำเรื่องเข้า ครม.พิจารณาอนุมัติต่อไป คาดว่ามีผลบังคับใช้ได้ภายในปี 2568


@รถไฟทางคู่สายใต้เปิดวิ่งตลอดสาย ส.ค. 67

นอกจากนี้ ยังได้ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างรถไฟทางคู่ สายใต้ ช่วงนครปฐม-หัวหิน และช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ซึ่งสัญญาที่ 1 ช่วงนครปฐม-หนองปลาไหล มีผลงาน 98.05% สัญญาที่ 2 ช่วงหนองปลาไหล-หัวหิน มีผลงาน 99.12% สัญญาที่ 3 ช่วงหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ เสร็จแล้ว 100% อยู่ระหว่างส่งมอบงานตามสัญญา สัญญาที่ 4 ประจวบคีรีขันธ์-บางสะพานน้อย มีผลงาน 95.46% สัญญาที่ 5 ช่วงบางสะพานน้อย-ชุมพร มีผลงาน 99.08% และสัญญาที่ 6 การจัดหาและติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณและโทรคมนาคม มีผลงานสะสม 57.76% คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการทั้งเส้นทางได้ในเดือนสิงหาคม 2567

โครงการรถไฟความเร็วสูงฯ กรุงเทพฯ-นครราชสีมา งานโยธา ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา มีผลงานสะสม 31.92% ข้อมูล ณ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ประชุมได้มอบหมายให้ รฟท. เร่งรัดการก่อสร้างให้เป็นไปตามแผนงาน ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้การก่อสร้างล่าช้า ให้หลีกเลี่ยงการต่อขยายสัญญาออกไปอีก เว้นแต่เป็นกรณีเหตุสุดวิสัยตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพราะล่าสุดพบว่ามีการขยายเวลาสัญญา 3-2 งานอุโมงค์ (มวกเหล็ก และลำตะคอง) ออกไปอีกกว่า 400 วัน เนื่องจากการส่งมอบพื้นที่ล่าช้า ทำให้ขยายเวลาไปสิ้นสุดที่เดือน มิ.ย. 2568 จึงไม่อยากให้ล่าช้าไปมากกว่านี้ จึงได้มอบให้กรมการขนส่งทางราง (ขร.) ช่วยกำกับดูแลการก่อสร้างของ รฟท.ให้เป็นไปตามแผนงาน ตลอดจนเป็นหน่วยงานหลักในการผลักดันการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้อง

@เร่งคลอด TOR สร้างถนนภูเก็ต 3 โครงการเสร็จในปี 69

นอกจากนี้ ได้เร่งรัดการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตของ ทล. ประกอบด้วย โครงการก่อสร้างขยายช่องจราจร ทล.4027 ช่วงบ้านพารา-บ้านเมืองใหม่ โครงการก่อสร้างทางแยกต่างระดับที่จุดตัด ทล.402 กับ ทล.4027 และ ทล.4025 (ทางลอดท่าเรือ) โครงการก่อสร้างทางแนวใหม่ ช่วงบ้านเมืองใหม่-สามแยกเข้าสนามบินภูเก็ต (ทางเลี่ยงเมือง) โดยทั้ง 3 โครงการจะแล้วเสร็จภายในปี 2569

สำหรับการดำเนินโครงการก่อสร้างทางแยกต่างระดับที่จุดตัด ทล.402 กับ ทล.4027 และ ทล.4025 (ทางลอดท่าเรือ) ที่ กม. 34+680 (ทล.402) มีความละเอียดอ่อน ทั้งในมิติของการอัญเชิญอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร และการรื้อย้ายสาธารณูปโภค ตลอดจนการบริหารจัดการการจราจรในปัจจุบัน และระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งให้ ทล.ประสานกับผู้ว่าราชการ จ.ภูเก็ตและกรมศิลปากร วางแผนขั้นตอนย้ายอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทรให้ชัดเจน และย้ายกลับมาเมื่อก่อสร้างถนนแล้วเสร็จ

และให้ ทล.นำข้อกำหนดต่างๆ ใส่ไว้ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำ TOR ด้วย นอกจากนี้ ได้มอบหมาย ทล.กำหนดคุณสมบัติผู้รับจ้างเป็นลำดับชั้นพิเศษ เพื่อให้ได้ผู้รับจ้างที่มีมาตรฐาน/เทคโนโลยีสูงสุด และกำหนดบทปรับสูงสุด เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะได้ผู้รับจ้างที่มีคุณภาพ สำหรับการแก้ไขปัญหาจราจรในปัจจุบัน และการบริหารการจราจร ได้มอบหมายให้หารือร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ตำรวจ และ สนข.เพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าวต่อไป


@ทล.ตั้งงบปี 68 ประมาณ 80 ล้านบาทออกแบบก่อสร้างสะพานสารสินแห่งใหม่

สำหรับการแก้ไขเรือขนาดใหญ่ไม่สามารถผ่านสะพานสารสินได้นั้นมีโครงการก่อสร้างสะพานสารสินแห่งใหม่ ซึ่ง ทล.เสนอขอจัดสรรงบประมาณเพื่อออกแบบรายละเอียดในปี 2568 วงเงิน 80 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2572 ส่วนกรมเจ้าท่า (จท.) มีแนวทางขุดลอกร่องน้ำให้มีความลึก 4-4.5 เมตร พัฒนาเขื่อนกันทรายและคลื่นร่องน้ำปากพระ-สารสิน จังหวัดภูเก็ต โดยจะใช้งบประมาณศึกษาความเหมาะสมฯ 10 ล้านบาท จากงบประมาณเหลือจ่ายปี 2567 ของ จท.

การอนุญาต Super Yacht เข้าในราชอาณาจักร โดย จท.ได้จัดทำข้อมูลเรื่องการดำเนินการรองรับนักท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตที่เดินทางโดยเรือสำราญ Yacht/Super Yacht รวมทั้งศึกษาความจำเป็นของขั้นตอนแนวทางการปฏิบัติและระยะเวลาการขออนุญาตตามกฎหมาย กรณีการนำเรือ Super Yacht เข้ามาในประเทศไทย เพื่อที่จะอำนวยความสะดวกในขั้นตอนการขออนุญาตให้มีความรวดเร็ว และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้ให้แก่ประเทศเพิ่มขึ้น

การพัฒนาท่าเรือรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ (Cruise Terminal) ตามนโยบายสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวของรัฐบาล จท.ได้วางแผนพัฒนาท่าเรือรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ครอบคลุมเส้นทางเดินเรือฝั่งอ่าวไทยรองรับการเดินเรือในเส้นทางจากท่าเรือต้นทางที่สิงคโปร์และท่าเรือปลายทางที่ฮ่องกง โดยจอดที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี และท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี สำหรับฝั่งอันดามันรองรับการเดินเรือในเส้นทางจากท่าเรือต้นทางที่สิงคโปร์ แวะเข้าจอดที่เกาะภูเก็ต และจังหวัดกระบี่

ปัจจุบันโครงการพัฒนาท่าเทียบเรือรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ (Cruise Terminal) ณ ท่าเรือแหลมฉบัง และบริเวณฝั่งอันดามันอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม ความคุ้มค่า รูปแบบการลงทุนพัฒนารวมถึงวิเคราะห์การดำเนินการตามแนวทาง พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 สำหรับโครงการพัฒนาท่าเทียบเรือฯ อำเภอเกาะสมุย ศึกษาความเหมาะสมฯ แล้วเสร็จ


@ กพท.พร้อมรับการตรวจของ FAA แก้บกพร่องเลื่อน CAT1

สำหรับความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมผลักดันให้ประเทศไทยกลับเข้าสู่มาตรฐานการบินขององค์การบริหารการบินแห่งสหรัฐอเมริกา (FAA CAT1) เพื่อให้สายการบินของไทยกลับไปให้บริการในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ ซึ่งจะทำให้สายการบินของไทยสามารถให้บริการเข้าสหรัฐอเมริกาได้ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีความพร้อมในทุกด้าน ซึ่งสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) จะได้ประสานงาน FAA เพื่อเข้าตรวจภายในปี 2567

@ปรับแผนแม่บทสุวรรณภูมิรับ 80 ล้านคนภายใน 3 ปี

ได้มอบนโยบายแนวทางการดำเนินการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการเพื่อเตรียมประชุมครั้งต่อไป ได้แก่
1. แนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย Aviation Hub ของรัฐบาล โดยได้มอบหมายให้ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) กรมท่าอากาศยาน (ทย.) บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) สำนักงานการบินพลเรือน (กพท.) และสถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) บูรณาการแนวทางการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมร่วมกัน โดยในส่วนของ ทอท.นั้นให้เร่งรัดศึกษาทบทวนแผนแม่บทท่าอากาศยานการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อให้สามารถรองรับผู้โดยสาร 80 ล้านคน/ปี ในระยะสั้นภายใน 1-3 ปีนี้ และรองรับที่ 150 ล้านคนในระยะยาว ตามข้อสั่งการของรัฐบาล

นอกจากนี้ ให้ ทอท.ศึกษาแนวทางการรับโอนบริหารจัดการท่าอากาศยานในภาพรวมของ ทย.เพื่อลดปัญหาการลงทุนภาครัฐ การขาดทุนของท่าอากาศยาน และการบริหารจัดการสายการบิน รวมถึงจัดทำ Action Plan การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และท่าอากาศยานอีก 4 แห่ง และที่จะสร้างใหม่อีก 2 แห่ง คือ ท่าอากาศยานล้านนาและอันดามัน ให้เป็นรูปธรรม จัดทำ Action Plan การบริการภาคพื้นและภายในอาคารผู้โดยสาร

@ สั่งรื้อ slot การบิน ดึงแอร์ไลน์ใช้บริการเพิ่ม

ส่วน กพท. ให้ร่วมกันกับผู้บริหารท่าอากาศยาน และสายการบิน รื้อและปรับเปลี่ยน slot การบินเพื่อให้เกิดประโยชน์ และเหมาะสมกับประเทศไทยมากที่สุด เพื่อจะดึงสายการบินมาใช้ท่าอากาศยานของประเทศไทย โดยเฉพาะท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในการเป็น Transit Hub รวมถึงปรับปรุงกฎระเบียบในการให้บริการ จดทะเบียน และอำนวยความสะดวกในการใช้อากาศยานส่วนบุคคล เพื่อให้ประเทศไทยเป็น Hub ของ Private jet อย่างเป็นรูปธรรมและบริการเต็มรูปแบบในภูมิภาค

นอกจากนี้ ให้เตรียมระเบียบและกฎหมาย รองรับอากาศยานไร้คนขับ ที่สะดวกและมีมาตรฐานเพื่อควบคุมการใช้ให้ปลอดภัยทั้งต่อประชาชนและท่าอากาศยาน และ ศึกษาและวางแผนการใช้ Sustainable Aviation Fuel (SAF) เชื้อเพลิงอากาศยานอย่างยั่งยืน (SAF) ในการจัดทำข้อกำหนดการผสมเชื้อเพลิง SAF สำหรับอากาศยานระหว่างประเทศที่มีการเติมในประเทศไทย โดยคำนึงถึงข้อกำหนดของ ICAO EU และสิงคโปร์ เพื่อให้ประเทศไทยมีการพัฒนาด้าน SAF
กำลังโหลดความคิดเห็น