xs
xsm
sm
md
lg

ยอดผู้ติดเชื้อพุ่งเข้าขั้นวิกฤต โรงแรม-ท่องเที่ยวหวั่นเลื่อนเปิดประเทศรับต่างชาติ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ท่ามกลางการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ความหวังของเอกชน โดยเฉพาะในภาคท่องเที่ยว กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม อพาร์ตเมนต์ ค้าปลีก ซึ่งหวังว่าประเทศไทยจะสามารถเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ตามแผนการเปิดประเทศเฟสแรกที่กำหนดให้จังหวัดภูเก็ต เป็นพื้นที่แรกที่เปิดรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเริ่มริบหรี่ เมื่อยอดของผู้ติดเชื้อในประเทศสูงเฉียด 3,000 รายต่อวัน สะท้อนถึงวิกฤตในการระบาดของไวรัสโควิด-19

อย่างไรก็ตาม แม้การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะรุนแรงมากขึ้น แต่นโยบายการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวยังไม่ได้ถูกยกเลิกไป กลับกันรัฐบาลได้เร่งระดมฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้ประชาชนในจังหวัดภูเก็ต เพื่อให้มีความครอบคลุมจำนวนประชากรในจังหวัดภูเก็ตได้ตามเป้าหมายคือ 70% เพื่อให้ทันตามกำหนด ซึ่งการดำเนินการเช่นนี้เป็นเหมือนแสงสว่างให้แก่กลุ่มธุรกิจโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวต่างๆ เพราะนอกจากการระดมฉีดวัคซีนให้ประชาชนในภูเก็ตแล้ว

ล่าสุด รัฐบาลยังผลักดันให้มีการฉีดวัคซีนให้ประชาชนทั่วประเทศ โดยคาดว่าภายในสิ้นปี 2564 นี้ประเทศไทยจะมีวัคซีนโควิด-19 จำนวน 100 ล้านโดส เพื่อฉีดให้ประชาชนในประเทศ จำนวน 50 ล้านคน ซึ่งล่าสุดรัฐบาลได้เจรจาซื้อวัคซีนสปุคนิค วี 5-10 ล้านโดส และไฟเซอร์ 5-10 ล้านโดสเข้ามาฉีดให้ประชาชนแล้ว ซึ่งจากแนวทางดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลดีต่อสถานการณ์การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในปีนี้ได้ดีขึ้น

ปรับ ทักราล
นายปรับ ทักราล ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บูทิคคอร์ปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงธุรกิจโรงแรมว่า ธุรกิจโรงแรมได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างรุนแรง ซึ่งเริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมปี 2563 จนถึงทุกวันนี้ ผลกระทบของโควิด-19 ยังมีผลต่อธุรกิจโรงแรมต่อเนื่อง ประกอบกับประเทศไทยยังไม่มีแผนแก้ปัญหาการแพร่ระบาดและการฟื้นฟูเศรษฐกิจ รวมถึงแผนการฟื้นฟูการท่องเที่ยวเพื่อให้สามารถกลับมาเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเหมือนกับหลายๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศในทวีปยุโรป ออสเตรเลีย ดูไบ หรือบางประเทศในเอเชีย เช่น สิงคโปร์ ซึ่งประเทศเหล่านี้มีการจัดทำแผนแม่บทที่ชัดเจน ทำให้ปัจจุบันกลับมาเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้แล้ว

ทั้งนี้ ดีมานด์ที่พักอาศัยเมืองท่องเที่ยวในปัจจุบัน พบว่า ยังมีความต้องการจากนักท่องเที่ยวในประเทศอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นความต้องการห้องพักในจังหวัดเชียงใหม่ หรือความต้องการพักอาศัยจังหวัดภูเก็ต หรือแม้แต่ความต้องการที่พักอาศัยในกรุงเทพฯ เช่น ที่พักอาศัยย่านสุขุมวิท 24 ยังคงมีดีมานด์อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะดีมานด์การพักอาศัยระยะยาวซึ่งปัจจุบันมีอัตราการพักอาศัย 70-80% 

ส่วนความต้องการพักอาศัยระยะสั้นแบบรายวัน ยอมรับว่าหายไปจำนวนมาก มีเพียงบางส่วนที่เช่าพักอาศัยเพื่อใช้ในการทำงานนอกสถานที่ ส่วนห้องพักในจังหวัดเชียงใหม่หากไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในระลอก 3 เชื่อว่ายังคงมีความต้องการของนักท่องเที่ยวในประเทศไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

“ความต้องการพักอาศัยในระยะสั้น เช่น ห้องพักในโรงแรมรายวันได้รับผลกระทบหนักมาก ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นจังหวัดเชียงใหม่ หรือจังหวัดภูเก็ตดีมานด์ในตลาดนี้หายไปหมด ทำให้หลายโรงแรมในเครือบูทิคฯ ที่เปิดบริการแบบรายวันได้รับผลกระทบค่อนข้างมากและต้องปิดบริการชั่วคราว เพื่อบริหารต้นทุนให้อยู่ในระดับต่ำ”

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของตลาดท่องเที่ยวในปีนี้ คาดว่าในไตรมาสที่ 4 ตลาดจะเริ่มฟื้นตัวกลับมาได้แต่การฟื้นตัวกลับมาจะไม่เหมือนกับช่วงปกติ โดยคาดว่าจะมีกลุ่มนักท่องเที่ยวกลับเข้ามาเที่ยวและพักอาศัยในเมืองท่องเที่ยวอยู่ประมาณ 20% ของช่วงปกติหรือประมาณ 3-4 ล้านคน จากช่วงปกติที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในไตรมาสที่ 4ในช่วงปกติประมาณ 15 ล้านคน ภายใต้เงื่อนไขการบังคับใช้วัคซีนพาสปอร์ต


สำหรับวัคซีนพาสสปอร์ตนั้นในปัจจุบันหลายประเทศมีการเลือกใช้โปรแกรมวัคซีนพาสปอร์ตกันแล้ว เช่น ประเทศสิงคโปร์ ที่เลือกเข้าโปรแกรมวัคซีนพาสปอร์ตของ International Air Transport Association (IATA) ซึ่งจะทำให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวได้ ขณะเดียวกัน ยังสามารถตรวจสอบประวัติการฉีดวัคซีนของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

ทั้งนี้ ในส่วนของการทำวัคซีนพาสปอร์ตในประเทศไทยนั้น มีการเปิดให้ลงทะเบียนเพื่อเตรียมทำวัคซีนในกลุ่มประชาชนทั่วไปแล้วโดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตซึ่งเริ่มมีการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อโควิด-19ตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายนปี 2564 นี้ โดยล่าสุดความคืบหน้าของการฉีดวัคซีนให้ประชาชนในจังหวัดภูเก็ตนั้นคืบหน้าไปค่อนข้างมาก คาดว่าในเดือนกรกฎาคมนี้จะสามารถฉีดวัคซีนให้ประชาชนในพื้นที่ได้ไม่ต่ำกว่า 70% ของจำนวนประชากรและจากการที่มีการฉีดวัคซีนให้ประชาชนในจังหวัดภูเก็ตนี้ จะทำให้จังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดแรกที่การท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ และรวดเร็วที่สุด

สำหรับการกลับมาฟื้นตัวของการท่องเที่ยวในพื้นที่กรุงเทพฯ ในกรณีที่ยังไม่มีการฉีดวัคซีนนั้น คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางกลับเข้ามาพักอาศัยในโรงแรมและที่พักต่างๆ ประมาณ 20-30% จากช่วงปกติในช่วงไตรมาสที่ 4/2564 โดยในช่วงปกติอัตราการเข้าพักในที่พักอาศัยโรงแรมและห้องพักต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯ จะอยู่ที่ประมาณ 80% แต่หากมีการฉีดวัคซีนและการนำระบบวัคซีนพาสปอร์ตเข้ามาใช้แล้ว คาดว่าในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้จะมีอัตราการเข้าพักในที่พักต่างๆ จากกลุ่มนักท่องเที่ยวประมาณ 50-60% และคาดว่าในปี 2565 การเข้าพักในโรงแรมและที่พักอาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯ จะกลับมาฟื้นตัวได้ 100% หลังจากผ่านช่วงครึ่งปีแรกไปแล้ว

“โดยเฉพาะหากมีการทำวัคซีนพาสปอร์ตในประเทศแล้วเชื่อว่าการฟื้นตัวทางการท่องเที่ยวและที่พักอาศัยจะกลับมาได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมามีดีมานด์สะสมหรือมีความต้องการที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นจำนวนมากแต่ไม่สามารถเดินทางเข้ามาได้ทำให้เกิดการอั้นของดีมานด์ และหากมีการทำระบบวัคซีนพาสปอร์ตเสร็จเรียบร้อยเชื่อว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวจะเดินทางกลับเข้ามาจำนวนมาก”


นายปรับ กล่าวว่า สถานการณ์การกลับมาฟื้นตัวของตลาดท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตหากกำหนดการเปิดรับนักท่องเที่ยวยังคงเป็นกำหนดการเดิมคือ 1กรกฎาคม 64 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามา 60-70% ในเดือนธันวาคมจากช่วงปกติ 

สิ่งที่สำคัญ คือ รัฐบาลต้องเปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาตามกำหนดการเดิมซึ่งหากเดินตามแผนเดิมที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ในปัจจุบันนี้ถือว่าเป็นการดำเนินการที่มีระบบและมีกำหนดการที่ชัดเจน ประกอบกับประชาชนในจังหวัดภูเก็ตเองก็ต้องการให้มีการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เร็วที่สุด

"การวางระบบการฉีดวัคซีนและกฎระเบียบการดำเนินงานต่างๆ ที่จังหวัดภูเก็ตดำเนินการถือว่าเป็นระบบที่มีมาตรฐานและดำเนินการได้อย่างมีระเบียบ ไม่ว่าจะเป็นการลงทะเบียนหรือทำประวัติของพนักงานในสถานให้บริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม หรือรวมไปถึงประชาชนได้มีการจัดเก็บข้อมูลและการฉีดวัคซีนได้อย่างเป็นระบบเพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานที่ให้บริการตามสถานบริการต่างๆ และประชาชนในพื้นที่ได้รับการฉีดวัคซีนและถูกต้องตามแผนที่รัฐบาลเตรียมไว้แล้ว"

นอกจากมีการฉีดวัคซีนให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตไม่ต่ำกว่า 70% แล้ว ยังมีองค์ประกอบอื่นด้วย เช่น ความต้องการของนักท่องเที่ยวในประเทศ หากประชาชนภายในประเทศยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อและการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังมีอยู่สูง ขณะเดียวกัน กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยยังคงต้องพิจารณาในเรื่องของการนำระบบวัคซีนพาสปอร์ตเข้ามาใช้ของประเทศไทยด้วยเพราะหากยังไม่มีการนำระบบวัคซีนพาสปอร์ตเข้ามาใช้อย่างเป็นทางการ ก็จะมีผลต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากประเทศต่างๆ ทำให้การเดินทางเข้ามาค่อนข้างยุ่งยากเพราะไม่มีระบบรองรับที่ดีซึ่งจะมีผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามา

“แม้ว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในระลอกที่ 3 นี้จะส่งผลกระทบต่อตลาดที่พักอาศัยในเมืองท่องเที่ยวอย่างมากโดยเฉพาะยอดจองของที่พักอาศัยในจังหวัดเชียงใหม่ในช่วงสงกรานต์มีการยกเลิกเกือบทั้งหมด แต่ผลดีที่เกิดขึ้นคือการตื่นตัวของรัฐบาลซึ่งมีการเร่งระดมความร่วมมือเพื่อที่จะให้เกิดการฉีดวัคซีนในกลุ่มประชาชนทั่วประเทศได้เร็วขึ้น”


สำหรับการปรับตัวรับมือกับการระบาดของไวรัสโควิด-19ในระลอกที่ 3นี้ บริษัทมีความพร้อมในการรับมือค่อนข้างมาก เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทมีการเตรียมความพร้อมและมีการลดต้นทุนในด้านการบริหารงานตั้งแต่ช่วงปีที่ผ่านมาสูงถึง 35% เนื่องจากบริษัทจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ทำให้ต้องมีแผนรองรับสถานการณ์ที่เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังมีความเข้มงวดในเรื่องของการรักษาความปลอดภัยทางด้านสุขภาพและการรักษาความสะอาดที่เข้มงวดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดจากไวรัสโควิด-19

โดยในส่วนของการลดต้นทุนด้านการบริหารนั้นบริษัทได้มีการปิดบริการชั่วคราวสำหรับกลุ่มธุรกิจโรงแรมบางส่วนซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เนื่องจากกลุ่มลูกค้าเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก ส่วนในระลอกที่ 3 นี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นผลกระทบด้านรายได้ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2 แต่รายได้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมีการยกเลิกจองห้องพักหลังเกิดการระบาดในระลอกที่ 3

นอกจากนี้ ยังมีการตัดขายโรงแรม 4 แห่งมูลค่า 3,000 ล้านบาทเศษ ซึ่งเป็นโรงแรมที่มีบีโอไอโดยนักลงทุนต่างชาติสามารถถือกรรมสิทธิ์ได้ 100% ประกอบด้วย โรงแรมโนโวเทลนิมมานเชียงใหม่ โรงแรมโอ๊ควู้ดสุขุมวิท 36 โรงแรมซิทาดีนส์สุขุมวิท 23 และโรงแรมโอ๊ควู้ดภูเก็ต-ป่าตอง โดยสาเหตุที่นำ 4 โรงแรมดังกล่าวเสนอขายให้นักลงทุนนั้น เนื่องจากเล็งเห็นถึงดีมานด์จากกลุ่มกองทุนต่างชาติที่ต้องการเข้ามาลงทุนในธุรกิจโรงแรมประเทศไทย โดยรูปแบบการขายนี้ไม่ได้เป็นการประกาศขายแต่เป็นการดำเนินการขายผ่านตัวแทนนายหน้า ซึ่งมีฐานลูกค้าในกลุ่มกองทุนต่างๆ อยู่แล้ว โดยขณะนี้ได้รับความสนใจจากกลุ่มนักลงทุนและกองทุนต่างๆ 5-6 กองทุนและได้มีการเจรจากันในขั้นต้นแล้ว

สำหรับตลาดท่องเที่ยวประเทศไทยเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกและเชื่อว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลกแต่การจะฟื้นตัวกลับมานั้นขึ้นอยู่กับระยะเวลาและองค์ประกอบในเรื่องของพาสปอร์ตวัคซีน และระบบวัคซีนที่จะฉีดในประเทศว่าจะต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการมากเท่าไหร่

ปัจจุบัน บริษัทมีโรงแรมที่เปิดให้บริการอยู่ในกรุงเทพฯ 7 แห่ง ซึ่งปิดให้บริการชั่วคราว 4 แห่ง โดยในจำนวนนี้มี 2 โรงแรมที่เพิ่งก่อสร้างเสร็จ 1 แห่ง และอีกแห่งอยู่ระหว่างก่อสร้าง ส่วนอีก 3 แห่งยังเปิดให้บริการอยู่ตามปกติ ส่วนโรงแรมในต่างจังหวัดประกอบด้วย โรงแรมโนโวเทลนิมมานเชียงใหม่ และอีก 1 แห่งอยู่ระหว่างก่อสร้าง และยังมีโรงแรมที่เปิดให้บริการอยู่ในพัทยาอีก 1 แห่ง ส่วนในจังหวัดภูเก็ตมีโรงแรมอยู่ 3 แห่งโดยเป็นโรงแรมที่ปิดบริการ 1 แห่งคือ โอ๊ควู้ดโฮเทลเจอร์นี่ฮับ-ป่าตอง และอีก 2 แห่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง


นายปรับ กล่าวว่า นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนจะลงทุนไลฟ์สไตล์รีเทลในย่านเจริญกรุง 70 สูง 3 ชั้น มีพื้นที่ให้เช่าประมาณ 2,000 ตารางเมตร และสุขุมวิท 5 พัฒนาเป็นโรงแรมขนาด 180 ห้องพัก ซึ่งทั้ง 2 โครงการอยู่ระหว่างทำแผนการก่อสร้างหลังจากที่บริษัทเปิดให้บริการโครงการออฟฟิศเช่าซัมเมอร์พอยท์ติดสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสพระโขนง นอกจากนี้บริษัทยังสนใจจะไปลงทุนในจังหวัดน่าน เนื่องจากมีความต้องการพักอาศัยจากนักท่องเที่ยวขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

“เทรนด์ของรีเทลในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากหลังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยรีเทลที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคคือรีเทลที่มีขนาดเล็กอยู่ในย่านชุมชนหนาแน่นโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีโครงการคอนโดมิเนียมจำนวนมากบริการที่อยู่ในรีเทลจะเน้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ร้านอาหาร ฟิตเนส ซึ่งรีเทลลักษณะนี้บริษัทยังมองหาทำเลที่เหมาะสมต่อการลงทุนอยู่อย่างต่อเนื่อง“

นอกจากการลดต้นทุนโดยการขายแอสเสทในกลุ่มโรงแรมแล้ว บริษัทยังมีแผนกระจายความเสี่ยงในการลงทุนธุรกิจ 'Wellness' หรือกลุ่มธุรกิจเพื่อสุขภาพโดยได้ก่อตั้งบริษัทบีสโปคไลฟ์ไซเอนซ์ จำกัดซึ่งเป็นบริษัทร่วมลงทุนในกลุ่มบูทิค และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (RMUTL)เพื่อร่วมกันศึกษาวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์กัญชาและในรูปแบบของสมุนไพรแพทย์แผนไทย ซึ่งล่าสุดบริษัทได้ลงทุนในการสร้างแล็ปวิจัยร่วมกับ RMUTL และอยู่ระหว่างการขอใบอนุญาตปลูกโดย RMUTLได้ยื่นขอใบอนุญาตไปแล้วเหลือเพียงให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบลงพื้นที่ตรวจแบบและพื้นที่ที่จะใช้ปลูกกัญชาซึ่งในขั้นตอนนี้อาจมีความล่าช้าบ้าง เพราะติดปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

"ตามแผนแล้วในไตรมาสนี้จะเริ่มดำเนินการปลูกกัญชาแต่เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอก 3 ทำให้ต้องมีการเลื่อนแผนการดำเนินงานออกไปซึ่งต้องรอให้จบปัญหาการแพร่ระบาดในระลอกนี้ไปก่อน คาดว่าจะดีเลย์ออกไปประมาณ 2-3 เดือน"

อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวแล้วต้องการที่จะผลักดันการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากกัญชาออกมาและบริษัทจะเร่งเดินหน้าเปิดตัว Wellness Center เพื่อให้บริการลูกค้าให้ได้ภายในเดือนธันวาคม 64 นี้ ซึ่งตามแผนจะมีการเปิดสาขา Wellness Center ในโรงแรมและรีเทล และสำนักงานเช่าของบริษัทที่เปิดให้บริการในปัจจุบัน โดยหลังจากที่มีการเปิดบริการแล้วคาดว่าธุรกิจ Wellness จะสร้างรายได้ให้แก่บริษัทประมาณ 30-40 ล้านบาทต่อแห่งต่อปี โดยคาดว่าจะมีกำไรสุทธิจากธุรกิจ Wellness ประมาณ 20% ถือเป็นการต่อยอดและเพิ่มรายได้ให้กลุ่มธุรกิจหลักของบริษัทในอนาคต

"ในเบื้องต้นนี้เราพบว่าในกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่เดินทางเข้ามาพักผ่อนและท่องเที่ยวในประเทศไทยมีความต้องการที่จะใช้บริการทางด้านสุขภาพขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถ้าหากบริษัทมีผลิตภัณฑ์สุขภาพจากผลิตภัณฑ์กัญชาไว้ให้บริการลูกค้าเชื่อว่าจะรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าต่างชาติได้เพิ่มมากขึ้นซึ่งถือเป็นการต่อยอดทางธุรกิจหลักของบริษัทในอนาคต"
กำลังโหลดความคิดเห็น...