xs
xsm
sm
md
lg

ปตท.ลุ้นปีนี้พลิกมีกำไรสต๊อกน้ำมัน ดึงจุฬาฯ-ทหารร่วมศึกษาใช้แบตฯ ในอุตฯ ป้องกัน ปท.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ปตท.คาดปีนี้พลิกมีกำไรจากสต๊อกน้ำมันหลังประเมินแนวโน้มน้ำมันดิบดูไบสูงกว่าปีก่อนอยู่ที่เฉลี่ย 55-60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เตรียมปรับโครงสร้างธุรกิจเน้นก๊าซฯ ไฟฟ้า และ New S-Curve แย้มดึงจุฬาฯ และทหารศึกษาโอกาสนำแบตเตอรี่เทคโนโลยี 24M ใช้ในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เช่น เสื้อเกราะ รถถัง หลังจากเจรจากองทัพบกเสนอใช้แบตเตอรี่ฯ ในโครงการโซลาร์ฟาร์ม 3 หมื่นเมกะวัตต์ที่คาดว่าจะมีความชัดเจนในเร็วๆ นี้

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท. (PTT) เปิดเผยว่า แนวโน้มราคาน้ำมันดิบดูไบปีนี้คาดว่าเฉลี่ย 55-60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนที่เฉลี่ยอยู่ที่ 42 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ทำให้ ปตท.ไม่น่าจะขาดทุนสต๊อกน้ำมันและมีโอกาสจะกำไรจากสต๊อกน้ำมันด้วย หลังจากปีก่อนเกิดการขาดทุนโดยคิดตามสัดส่วนการถือหุ้นของปตท.รวมทั้งสิ้น 9,200 ล้านบาท และทั้งกลุ่ม ปตท.รวม 19,000 ล้านบาท

ส่วนแนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติในปี 2564 คาดว่า Spot LNG จะอยู่ที่ 6-8 เหรียญต่อล้านบีทียู เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 4.3 เหรียญต่อล้านบีทียู และ Henry Hub ปี 64 จะอยู่ที่ 2.5-3.5 เหรียญต่อล้านบีทียู จากปี 2563 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 2.1 เหรียญต่อล้านบีทียู และราคาปิโตรเคมีสายโอเลฟินส์จะฟื้นตัวตามทิศทางเศรษฐกิจโลก


นายอรรถพลกล่าวว่า ปตท.เตรียมปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่เพื่อสร้างความมั่นคงด้านรายได้และกำไรในระยะยาว โดยให้ความสำคัญในการลงทุนธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้น เน้นธุรกิจก๊าซฯ มากขึ้นเนื่องจากก๊าซฯ ยังมีความสำคัญเป็นพลังงานที่เปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจพลังงานทดแทนและไฟฟ้า รวมทั้งเน้นธุรกิจใหม่ (New S-Curve) ด้วยแม้ว่าที่ผ่านมาพอร์ตธุรกิจ ปตท.มีทรงที่ดีอยู่ก็ตาม โดยมีการกระจายธุรกิจตั้งแต่ธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและขั้นปลาย ธุรกิจไฟฟ้า และอื่นๆ

ทั้งนี้ ปตท.ได้ให้ บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) เพิ่มสัดส่วนธุรกิจก๊าซธรรมชาติจากปัจจุบัน 68% เป็น 72% ในปี 2568 และในอนาคตสัดส่วนก๊าซฯ เพิ่มขึ้นเป็น 80% และน้ำมันดิบลดลงเหลือ 20% ดังนั้น การลงทุนแหล่งปิโตรเลียมใหม่ของ ปตท.สผ.จะเป็นแหล่งก๊าซฯ ไม่ว่าจะเป็นโครงการลงทุนที่โอมาน หรือยูเออี

รวมทั้งมีการปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจ โดยลงทุนตลอดห่วงโซ่ธุรกิจตั้งแต่ขั้นต้นถึงปลายน้ำ เช่น โครงการ Gas to Power ในเมียนมา มูลค่าการลงทุนราว 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ รวมทั้งทำธุรกิจ LNG Value Chain นับเป็นการสร้าง Synergy ในกลุ่ม ปตท.

“ก๊าซฯ เป็นเชื้อเพลิงสะอาดที่ยังมีความต้องการใช้อีกนาน ผิดกับถ่านหินและน้ำมันที่แนวโน้มอนาคตจะถูกลดบทบาทลงด้วยพลังงานทดแทนและไฟฟ้า ดังนั้นแนวโน้มราคาก๊าซฯ จะเริ่มแยกออกจากน้ำมันเพราะสุดท้ายต้องเป็นราคาที่จะต้องแข่งขันกับพลังงานทดแทน”

ทั้งนี้ บริษัทใหม่ในกลุ่ม ปตท.ได้ยื่นขอใบอนุญาตจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (LNG Shipper) หรือชิปเปอร์รายใหม่ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อนำเข้า LNG ในการทำตลาดโรงไฟฟ้า SPP และอุตสาหกรรมรองรับการเปิดเสรีก๊าซฯ ซึ่งจะเป็นคนละตลาดที่ป้อนก๊าซฯ ให้กับกฟผ.และโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีสัญญาซื้อขายก๊าซอยู่แล้ว

ส่วนธุรกิจใหม่ๆ นั้น ปตท.ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนธุรกิจ New S-Curve ไว้ที่ 10% ใน 5 ปีข้างหน้าโดย ปตท.ได้จัดตั้งบริษัทอินโนบิก (เอเซีย) จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจ Life Science ใน 4 กลุ่มธุรกิจที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง ได้แก่ 1. ธุรกิจยา 2. ธุรกิจอาหารและโภชนาการ 3. ธุรกิจอุปกรณ์และวัสดุทางการแพทย์ 4. ธุรกิจเทคโนโลยีทางการแพทย์ ซึ่งจะเห็นการลงทุนในธุรกิจนี้ภายในปี 2564

นอกจากนี้ กลุ่ม ปตท.มีเป้าหมายที่จะมีกำลังการผลิตพลังงานทดแทนให้ครบ 8 พันเมกะวัตต์ในปี 2573 รวมทั้งธุรกิจแบตเตอรี่และการกักเก็บพลังงาน (Battery & Energy Storage) เพื่อรองรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในอนาคต โดย ปตท.มองโอกาสการลงทุนทั้ง EV Charging ทั้งในและนอกปั๊ม รวมทั้งได้เจรจากับบริษัทผู้ผลิตรถอีวีให้มาตั้งโรงงานในไทย โดย ปตท.พร้อมซัปพอร์ตด้านแบตเตอรี่และชิ้นส่วนจากพลาสติกคุณภาพสูงในเครือฯ ด้วย รวมไปถึงการจับมือกับกองทัพบก (ทบ.) เพื่อนำแบตเตอรี่เทคโนโลยีของ 24M ไปใช้ในโครงการโซลาร์ฟาร์มที่จะดำเนินการในพื้นที่ราชพัสดุที่กองทัพบกดูแลอยู่ คาดว่าจะมีข้อสรุปในเร็วๆ นี้

อีกทั้ง ปตท.ยังได้หารือกับจุฬาฯ และทหารเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการนำแบตเตอรี่ไปใช้ในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เช่น รถถัง เสื้อเกราะ ว่าจะเข้าไปดำเนินการในเรื่องใดได้บ้าง

ทั้งนี้ กลุ่ม ปตท.เตรียมแผนลงทุน 5 ปีข้างหน้า (2564-68) ในวงเงินรวม 850,573 ล้านบาท (ไม่รวมโครงการที่กำลังอยู่ระหว่างการลงทุนหรือแสวงหาโอกาสในการลงทุน) และจัดเตรียมงบลงทุนในอนาคต (Provisional Capital Expenditure) ในระยะ 5 ปีข้างหน้าจำนวน 804,202 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลง สร้างความเข้มแข็งและความสามารถในการแข่งขันพัฒนาเศรษฐกิจไทย

น.ส.พรรณนลิน มหาวงศ์ธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน ปตท. กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทฯ กำลังติดตามและเข้าไปศึกษาเกี่ยวกับเงินสกุลเงินดิจิทัลอย่างใกล้ชิด โดยที่ผ่านมาได้เข้าไปร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการศึกษาโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว เพื่อในอนาคตบริษัทจะไม่ตกขบวนขั้นตอนการระดมทุนผ่านช่องดังกล่าวอย่างแน่นอน

ส่วนการออกหุ้นกู้ปีนี้ยังไม่สามารถระบุได้ขึ้นอยู่กับว่า ปตท.จะมีการลงทุนหรือเข้าซื้อกิจการโครงการใหม่ๆ ที่ต้องใช้เงินเพิ่มเติมหรือไม่ จากปี 2563 บริษัทมีการกู้เงินกว่า 6 หมื่นล้านบาทเพื่อรองรับสถานการณ์โควิด-19 และรวมทั้งกลุ่มมีการกู้เงินรวมทั้งสิ้น 2 แสนล้านบาท โดยมีการชำระคืนไปบางส่วนแล้วจำนวน 1.2 แสนล้านบาท และปัจจุบันก็มีกระแสเงินสดในมือค่อนข้างสูงถึง 1 แสนล้านบาท
กำลังโหลดความคิดเห็น...