xs
xsm
sm
md
lg

ญี่ปุ่นผุดกระทรวงความเหงา ดับเศร้าจากโควิด-หยุดสถิติฆ่าตัวตาย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


– วิกฤตไวรัสทำให้คนยิ่งโดดเดี่ยวและส่งผลให้สถิติการฆ่าตัวตายในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 11 ปี
ผู้นำญี่ปุ่นแต่งตั้งรัฐมนตรีกระทรวงความเหงาดูแลแก้ปัญหาความโดดเดี่ยวและความเครียดที่รุนแรงขึ้นระหว่างวิกฤตไวรัสที่ทำให้คนต้องกักตัวอยู่บ้านและเว้นระยะห่างทางสังคม อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สถิติการฆ่าตัวตายปีที่ผ่านมาดีดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี โดยที่จำนวนผู้หญิงและเด็กที่เลือกปลิดชีพตัวเองพุ่งขึ้นอย่างน่าตกใจ

จากข้อมูลล่าสุดที่ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ สถิติการฆ่าตัวตายในหมู่ผู้หญิงเพิ่มขึ้นถึง 14.5% เป็น 6,976 คน สูงสุดในรอบ 5 ปี ขณะที่สถิติการฆ่าตัวตายในหมู่ผู้ชายลดลง 1% อยู่ที่ 13,943 คน หรือลดลงต่อเนื่องปีที่ 11

นายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ ซูงะ ระบุระหว่างการประชุมเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (12) ว่า ผู้หญิงได้รับผลกระทบจากความโดดเดี่ยวมากกว่าผู้ชาย และมีแนวโน้มว่า สถิติการฆ่าตัวตายในหมู่ผู้หญิงจะเพิ่มขึ้นต่อไป จึงมอบหมายให้เท็ตสึชิ ซากาโมโตะ รัฐมนตรีกระทรวงฟื้นฟูภูมิภาคที่ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้ากระทรวงความเหงาเป็นการชั่วคราว ค้นหาสาเหตุและกำหนดนโยบายแก้ไขปัญหาที่ครอบคลุม

ซูงะมีแผนจัดประชุมฉุกเฉินปลายเดือนนี้เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและหารือมาตรการสนับสนุนเพื่อป้องกันความเหงาและความโดดเดี่ยว รวมทั้งปกป้องความสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคม

นักวิจัยระบุว่า ผู้หญิงญี่ปุ่นมักทำงานในภาคบริการและค้าปลีกจึงมีความเสี่ยงมากที่จะตกงานในช่วงโควิด-19 ระบาด นอกจากนั้นผู้หญิงยังต้องรับภาระการดูแลบ้านและลูก สถานการณ์จึงยิ่งแย่ลงเมื่อวิกฤตโรคระบาดบีบให้ผู้หญิงต้องใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น

ทั้งนี้ ในอดีตการรับความช่วยเหลือด้านจิตวิทยาในญี่ปุ่นถือเป็นสิ่งน่าอับอาย แต่หลังจากสถิติการฆ่าตัวตายพุ่งสูงสุดในปี 2003 ที่ 34,427 คน บรรดาผู้วางนโยบายเริ่มตระหนักถึงปัญหานี้และออกโครงการป้องกันที่ครอบคลุมในปี 2007

ด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งรวมถึงความพยายามในการระบุกลุ่มเสี่ยงและทำให้ผู้มีปัญหาเข้าถึงบริการให้คำปรึกษาได้ง่ายขึ้น สถิติการฆ่าตัวตายจึงลดเหลือ 20,000 คนต้นๆ ในปี 2019 ก่อนที่โควิด-19 จะระบาด

สถิติการฆ่าตัวตายช่วงครึ่งแรกของปีที่แล้วยังคงลดลงต่อเนื่อง แต่นับจากเดือนกรกฎาคม ตัวเลขกลับดีดขึ้นอันเป็นผลจากวิกฤตไวรัส

เดือนตุลาคมเป็นเดือนที่สถิติการฆ่าตัวตายพุ่งแรงสุดด้วยตัวเลขรวม 2,153 คน สูงที่สุดในรอบกว่า 5 ปี ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิง 851 คน หรือเพิ่มขึ้นถึง 82.6% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปี 2019

เดือนพฤศจิกายน สถิติการฆ่าตัวตายของเด็กประถมถึงมัธยมปลายพุ่งสูงสุดนับจากปี 1980 ที่ 440 คน

ญี่ปุ่นยังมีสถิติการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในกลุ่มจี7 ที่ 14.9 คนต่อประชากร 100,000 คน หนึ่งในสาเหตุสำคัญคือปัญหาเศรษฐกิจและสุขภาพ ทั้งนี้ จากข้อมูลขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี)

นอกจากนั้นความโดดเดี่ยวมักรุนแรงขึ้นระหว่างเกิดภัยพิบัติธรรมชาติที่ผู้สูงวัยจำนวนมากไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากย้ายไปอยู่ในบ้านพักคนชราและต้องตายอย่างอ้างว้าง กระทั่งมีคำศัพท์ใหม่เกิดขึ้นคือ kodokushi และกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่คนญี่ปุ่นกังวลนับจากนั้น

วิกฤตไวรัสในปัจจุบันทำให้ปัญหาความโดดเดี่ยวรุนแรงขึ้น เนื่องจากคนมากมายต้องกักตัวอยู่บ้านและงดการพบปะสังสรรค์ ผู้สูงวัยญี่ปุ่นที่ไม่คุ้นเคยกับการสื่อสารออนไลน์จึงถูกตัดขาดจากโลกภายนอกมากขึ้น

แม้แต่หนุ่มสาวที่เชี่ยวชาญเทคโนโลยียังมีปัญหาเมื่อถึงเวลาที่ต้องเว้นระยะห่างทางสังคม เพราะการปิดโรงเรียนและที่ทำงานหมายถึงการได้ติดต่อกับเพื่อนและเพื่อนร่วมงานน้อยลง หลายคนตกงานและยิ่งทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจตึงเครียดมากขึ้น

ซากาโมโตะ รัฐมนตรีกระทรวงความเหงาได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ผู้ประสานงานระหว่างกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาล โดยเตรียมแต่งตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อประสานงานและเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างกลุ่มที่ปรึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อระบุภารกิจสำคัญอันดับต้นๆ ภายในเดือนนี้

ภายหลังการประชุมกับนายกรัฐมนตรี ซากาโมโตะให้สัมภาษณ์ว่า จะดำเนินมาตรการที่ครอบคลุม เช่น ร่วมมือกับกระทรวงสุขภาพเพื่อป้องกันการฆ่าตัวตาย และร่วมมือกับกระทรวงเกษตรเกี่ยวกับธนาคารอาหาร

เขาสำทับว่า ปัญหาความเหงาของญี่ปุ่นต่างจากในอังกฤษที่จัดตั้งกระทรวงความเหงาเมื่อปี 2018 เพื่อแก้ปัญหาความโดดเดี่ยวในกลุ่มผู้สูงวัย แต่สำหรับญี่ปุ่น ปัญหาความเหงาเกิดขึ้นในทุกกลุ่มอายุ ไม่เว้นแม้แต่เด็ก หนุ่มสาว ผู้หญิง หรือคนแก่

ทั้งนี้ อังกฤษรวมปัญหาความเหงาเป็นหัวข้อหนึ่งในการสำรวจของรัฐบาล โดยมีการร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นและองค์กรอาสาสมัครเพื่อให้ความช่วยเหลือกลุ่มเสี่ยง เช่น วัยรุ่นและคนว่างงาน และมีงานวิจัยที่พบว่า ประชาชนอย่างน้อย 13% รู้สึกโดดเดี่ยว และปัญหานี้อาจทำให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่าถึงปีละ 44,000 ล้านดอลลาร์
กำลังโหลดความคิดเห็น...