xs
xsm
sm
md
lg

จับตาปี 64 OR ขย่มค้าปลีกน้ำมัน ทุกค่ายงัดกลยุทธ์สู้ช่วงชิงตลาด

เผยแพร่:



ในช่วงปลายปี 2563 ธุรกิจค้าปลีกน้ำมันเริ่มกลับมาฟื้นตัวสู่ภาวะปกติ หลังจากช่วงครึ่งปีแรกได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ฉุดยอดขายน้ำมันสำเร็จรูปผ่านสถานีบริการลดลง ก่อนที่จะฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังปี 2563 ส่วนปี2564 ผู้ประกอบการน้ำมันต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าคงต้องจับตาปัจจัยลบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 รอบใหม่จะรุนแรงกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด

นอกจากนี้ การเข้าตลาดหุ้นของบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือOR เสมือนเป็นสัญญาณเตือนการแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เพราะ OR มีความคล่องตัวในการทำธุรกิจมากขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งจัดหาแหล่งเงินทุนได้ง่าย แม้ว่า ปตท.จะมีสัดส่วนการถือหุ้นในโออาร์ถึง 75% หลัง OR เข้าตลาดหุ้นแล้ว แต่หมวกใบใหม่ที่สวมอยู่ในฐานะบริษัทมหาชน ผู้ถือหุ้นย่อมคาดหวังว่า OR จะเป็นบริษัทที่สร้างผลกำไรสม่ำเสมอและมีการเติบโตอย่างยั่งยืน

นับจากปีนี้ไปจะเห็นการขยายการลงทุน OR เพิ่มมากขึ้นในทุกมิติเพื่อครองใจผู้บริโภค ขณะเดียวกันก็เป็นมือเป็นไม้ให้กับภาครัฐในการช่วยเหลือชุมชน สังคมโดยรอบในฐานะรัฐวิสาหกิจ

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กล่าวว่า แผนดำเนินธุรกิจโออาร์ในช่วง 5 ปีนี้ (2564-2568) บริษัทจะเน้นการขยายธุรกิจเสริมที่ไม่ใช่น้ำมัน (นอนออยล์) และต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นธุรกิจนอนออยล์ให้มาร์จิ้นที่ดีกว่า ส่งผลให้ธุรกิจนอนออยล์ใน 5 ปีข้างหน้ามีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ค่าเสื่อมและภาษี (EBITDA) เพิ่มขึ้นจาก 25% เป็น 30% ส่วนธุรกิจน้ำมันมี EBITDA จาก 69% ลดลงเหลือ 50% ธุรกิจในต่างประเทศมีสัดส่วนจาก 5.8% เพิ่มเป็น 20%

งบการลงทุน 5 ปีนี้ OR วางกรอบเงินลงทุนรวมกว่า 7 หมื่นล้านบาทเพื่อใช้ลงทุนธุรกิจน้ำมัน สัดส่วน 35% ธุรกิจนอนออยล์ 20% ธุรกิจต่างประเทศ 20% และงบลงทุนสำหรับธุรกิจอื่นๆ รวมทั้งการเข้าซื้อกิจการ (M&A) สัดส่วน 26-27% โดยบริษัทมีเป้าหมายขยายสถานีบริการน้ำมันให้ครบ 2,500 แห่งในปี 2568 จากปัจจุบัน 1,968 แห่ง โดยเพิ่มสถานีบริการน้ำมันเฉลี่ยปีละ 100 แห่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก เพราะที่ผ่านมามีผู้ที่สนใจขอเข้าร่วมเปิดพีทีที สเตชั่นจำนวนมาก


นอกจากนี้ OR มีแผนขยายร้านคาเฟ่ อเมซอนให้ครบ 5,000 แห่งภายใน 5 ปีนี้จากปัจจุบัน 3,400 แห่งรวมทั้งรุกตลาดในต่างประเทศ แม้ว่าช่วงปี 2563 จะไม่สามารถขยายสถานีบริการน้ำมันและร้านคาเฟ่ อเมซอนได้ตามเป้าจากผลกระทบการแพร่ระบาดโควิด-19 แต่เป้าหมายในปี 2568 จะมีพีทีที สเตชั่นในต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 650 แห่งจากปัจจุบัน 330 แห่ง และร้านคาเฟ่ อเมซอนจาก 270 แห่ง เพิ่มเป็น 550 แห่ง ก็คงไม่ไกลเกินฝัน

ด้วยความที่ OR เป็นแบรนด์น้ำมันคนไทยที่มีส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายน้ำมันผ่านสถานีบริการ น้ำมันหล่อลื่นและก๊าซหุงต้ม (LPG) ที่มีบริษัทแม่อย่าง ปตท.หนุนหลัง กอปรกับสถานีบริการ PTT Station จะมีเอกลักษณ์ โดดเด่นเตะตาแล้ว และออกผลิตภัณฑ์และการบริการใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ ทำให้สามารถครองใจผู้ใช้รถกินส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 เอาไว้ได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็เปิดรับพันธมิตรท้องถิ่นใหม่ๆ เข้ามาเสริมภายในสถานีบริการ นอกเหนือจากร้านคาเฟ่ อเมซอน, ร้าน Texas Chicken, ฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ ฯลฯ ทำให้มีความหลากหลายของร้านค้าให้ผู้บริโภคได้ซื้อหา รวมทั้งยังเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าโอทอปและสินค้าวิสาหกิจชุมชนที่ขึ้นชื่อด้านความอร่อยและได้คุณภาพผ่านโครงการไทยเด็ด และจัดหาซื้อผ่านอี-คอมเมิร์ซจัดส่งตรงถึงบ้านด้วย เรียกได้ว่าได้ทั้งเงินและกล่องไปพร้อมกัน


บางจากชักธงลุยตลาดปี 64

ด้านบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (BCP) เองก็เร่งปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อให้การทำงานมีความกระชับ คล่องตัว พร้อมปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ เพื่อให้องค์กรพร้อมรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น หลังจากปี 2563 บางจากฯ ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 โดยเฉพาะธุรกิจการกลั่นและการตลาด

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปี 2564 บริษัทได้จัดทำงบประมาณ 3 ชุด คือ กรณีฐาน (Base Case) กรณีเป็นไปได้ (Likely Case) และกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) เพื่อเลือกใช้ตามสถานการณ์ ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงนโยบายคุมค่าใช้จ่ายต่างๆ ต่อเนื่องจากปี 2563 ที่ลดค่าใช้จ่ายไปได้ 900 ล้านบาท รวมทั้งลดบทบาทในบางธุรกิจ อาทิ ธุรกิจเหมืองลิเทียม โดยขายหุ้นใน Lithium Americas Corp. (LAC) จาก 15.8% ลงเหลือ 0.5% รับกำไรจากการขายหุ้นดังกล่าวราว 100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3 พันล้านบาท เข้ากระเป๋าเพื่อใช้เป็นทุนในการขยายธุรกิจต่อไป รวมทั้งยุติการทำร้านสะดวกซื้อ SPAR ด้วย

กลุ่มบางจากฯ ได้ตั้งงบลงทุน 5 ปี (2564-2568) รวม 5 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในธุรกิจพลังงานไฟฟ้า สัดส่วน 60% โรงกลั่น 20% การตลาด 15% และอื่นๆ โดยในปี 2564 กลุ่มบางจากตั้งงบลงทุนอยู่ที่ 2.3 หมื่นล้านบาทในกรณี Base Case ที่ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 46 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จัดสรรงบลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) (BCPG) คิดเป็น 75% ของงบลงทุนรวม ส่วนธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจการตลาดลงทุนสัดส่วน 15% ที่เหลือเป็นธุรกิจอื่นๆ

โดยประเมินสถานการณ์ปี 2564 ค่าการกลั่นยังทรงตัวไม่ได้ดีขึ้นมาก มีหลายปัจจัยกดดันอยู่ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญทำให้บางจากฯ ต้องหันมาปรับกระบวนการผลิตเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น UCO (Unconverted Oil) และสารทำละลาย (Solvent) เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมสี ทินเนอร์ และเรซิน โดยลดการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปลงเพื่อให้สอดคล้องความต้องการใช้น้ำมันในประเทศ

ส่วนธุรกิจการตลาด บางจากฯ มีแผนที่จะสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า โดยให้สถานีบริการน้ำมันบางจากเป็น Green innovative Destination เพื่อให้จุดหมายปลายทางที่ลูกค้าต้องการมาใช้บริการนอกเหนือจากเติมน้ำมัน โดยเตรียมเปิดตัวสถานีบริการน้ำมันที่มีความแตกต่างและโดดเด่นฉีกหนีคู่แข่งในปี 2564

ด้านนายสมชัย เตชะวณิช ประธานเจ้าหน้าที่การตลาดและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี 2564 กลุ่มธุรกิจการตลาดวางงบลงทุนไว้ที่ 1,500 ล้านบาท เพื่อใช้ในการขยายสถานีบริการน้ำมันใหม่เพิ่ม 100 แห่งจากสิ้นปี 2563 มีจำนวนสถานีบริการน้ำมัน 1,240 แห่ง รวมทั้งการรุกตลาดนอนออยล์อย่างต่อเนื่อง

ส่วนความต้องการใช้น้ำมันของประเทศในปี 2564 คาดว่าขยายตัวดีขึ้นกว่าปี 2563 โดยช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน 2563 ยอดขายน้ำมันของบางจากฯ ฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติ และในช่วงเดือนธันวาคม 2563 ยอดขายน้ำมันโตกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่อย่างไรก็ตาม ยอดขายน้ำมันบางจากในปี 2564 จะเติบโตมากน้อยเพียงใดคงต้องติดตามการแพร่ระบาดโควิด-19 รอบใหม่ว่าจะรุนแรงมากน้อยแค่ไหนก่อนที่จะมีวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เข้ามาในไทย

จากนโยบายที่ให้สถานีบริการน้ำมันบางจากเป็นจุดหมายปลายทางของผู้ใช้รถ ดังนั้น รูปโฉมสถานีบริการน้ำมันจะต้องใหม่และแปลกตา โดดเด่นกว่าที่เคยเป็นมาเพื่อดึงดูดผู้ใช้รถให้แวะมาใช้บริการ รวมทั้งมีร้านพันธมิตรใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มเติมเพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถซื้อหาได้ครบในที่เดียว รวมทั้งมีการนำระบบดิจิทัลมาใช้ เช่น รับชำระเงิน สะสมแต้มด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ต้องลงจากรถ เพื่อลดสัมผัส ลดความเสี่ยงโควิด-19 ที่มีการใช้ระบบดังกล่าวแล้ว 200 แห่ง และจะขยายเป็น 600 แห่งภายในไตรมาส 1 ปี 2564

ขณะเดียวกัน บางจากฯ ได้จับมือกับพันธมิตรอย่างเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล เพื่อวางแผนขยายร้านสะดวกซื้อท็อปส์ เดลี่ และแฟมิลี่มาร์ทในสถานีบริการน้ำมันบางจากใหม่ที่จะเปิดขึ้นใหม่ หลังจากก่อนหน้านี้ได้มีการเปิดร้านท็อปส์ เดลี่ และแฟมิลี่มาร์ทมาแทนที่ร้าน SPAR แล้ว 33 แห่ง

นอกจากนี้ จะมีแผนขยายธุรกิจผ่านนวัตกรรมพลังงานสีเขียวอื่นๆ เช่น การบริหารจัดการจักรยานยนต์ไฟฟ้าและสามล้อไฟฟ้า และการแลกเปลี่ยนแบตเตอรี่ (Battery Swapping) โดยวางเป้าหมายขยายให้ครบ 1 หมื่นคันในปี 2566 รวมทั้งขยายจุดชาร์จพลังงานไฟฟ้า EV Charger ในสถานีบริการน้ำมันบางจากไม่น้อยกว่า 150 สาขาทั่วประเทศในปี 2564 โดยมีการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นผู้ลงทุน เริ่มเปิดให้บริการจุดชาร์จอีวีเฟสแรกจำนวน 56 แห่งก่อน

PTG เดินหน้าขยายสถานีบริการเพิ่ม

นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG กล่าวว่า ในปี 2564 บริษัทเตรียมเงินลงทุนไว้ 4,000-5,000 ล้านบาทเพื่อใช้ในการขยายสถานีบริการน้ำมันเพิ่มอีก 150-200 แห่ง ใช้เงินลงทุนราว 3,000-3,500 ล้านบาท รวมทั้งขยายธุรกิจนอนออยล์อีก 1,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือใช้ลงทุนอื่นๆ กอปรกับวางเป้าหมายขยายฐานสมาชิกลูกค้าผ่านบัตร PT Maxcard อีก 3 ล้านราย รวมเป็น 18 ล้านราย

ที่ผ่านมาบริษัทได้มีการขยายสถานีบริการน้ำมันเพิ่มขึ้นจำนวนมากกว่าคู่แข่งในแต่ละปี เริ่มจากต่างจังหวัดก่อนขยายเข้ามายังกรุงเทพฯ และปริมณฑล จนล่าสุดสิ้นปี 2563 มีสถานีบริการน้ำมัน PT อยู่ราว 2,100 แห่งทั่วประเทศ ถือเป็นค่ายน้ำมันที่มีจำนวนสถานีบริการมากที่สุด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญผลักดันทำให้ส่วนแบ่งการตลาดน้ำมันผ่านสถานีบริการของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่าปี 2564 บริษัทฯ จะมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 17% ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจาก OR 


เอสโซ่อัดงบปี 64 ราว 1.5 พันล้าน

ส่วนบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) อัดงบลงทุนปี 2564 สูงถึง 1,200-1,500 ล้านบาทเพื่อใช้ในการขยายตลาดค้าปลีกน้ำมันและปรับปรุงโรงกลั่น นายอดิศักดิ์ แจ้งกมลกุลชัย ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ESSO กล่าวว่า เอสโซ่ตั้งเป้าหมายปี 2564 จะมีสถานีบริการน้ำมันรวมทั้งสิ้นมากกว่า 700  แห่ง ช่วยเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดน้ำมันให้มากกว่าปัจจุบันที่ 11-12%

จุดแข็งของเอสโซ่อยู่ที่ผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีคุณภาพสูง การบริการที่ดี และสถานีบริการโฉมใหม่มีสีสันเด่นสะดุดสายตาแล้ว บริษัทฯ ทยอยร่วมมือกับพันธมิตรใหม่เพื่อเพิ่มร้านค้าและบริการภายในสถานีบริการเอสโซ่ด้วย จากปัจจุบันที่มีร้านค้าฟาสต์ฟูดชั้นนำ ทั้งเบอร์เกอร์คิง, แมคโดนัลด์, เคเอฟซี, เดอะพิซซ่าคอมปะนี รวมทั้งร้านสะดวกซื้อทั้งเทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส, แฟมิลี่ มาร์ท รวมถึงร้านกาแฟใหม่คือ COffee Journey ซึ่งเป็นร้านกาแฟที่เปิดเฉพาะในสถานีบริการน้ำมันเอสโซ่เท่านั้น โดยมีแผนจะเปิดเพิ่มขึ้นเป็น 12-15 แห่งในปี 2564 บริษัทยังมองหาโอกาสที่จะสรรหาพันธมิตรใหม่เสริมอยู่ตลอดเวลา

ด้านยอดขายน้ำมันผ่านสถานีบริการเอสโซ่ได้ฟื้นตัวใกล้สู่ภาวะปกติหลังจากได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในช่วงต้นปี 2563 โดยมองว่าสถานการณ์การแข่งขันค้าปลีกน้ำมันยังรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ทำให้บริษัทน้ำมันต่างมีโปรโมชันลดแลกแจกแถมอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมและเพิ่มลูกค้าใหม่

เชลล์ทยอยเพิ่มสถานีบริการปีละ 30 แห่ง

ขณะที่บริษัทน้ำมันข้ามชาติอย่างเชลล์ที่เข้ามาลงทุนในไทย 128 ปีได้ยืนยันว่าบริษัทแม่ยังให้ความสำคัญในการลงทุนธุรกิจค้าปลีกน้ำมันในไทยและอาเซียน นายปนันท์ ประจวบเหมาะ ประธานกรรมการ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า แต่ละปีเชลล์มีการลงทุนขยายสถานีบริการน้ำมันใหม่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 30 แห่ง โดยสิ้นปี 2563 มีจำนวนสถานีบริการน้ำมันเชลล์ทั้งสิ้น 660 แห่ง ครองส่วนแบ่งการตลาดที่ 11.3%

ทั้งนี้ เชลล์มีแผนเปิดสถานีประจุไฟฟ้าในสถานีบริการน้ำมันด้วย แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมทั้งด้านนโยบายรัฐและจำนวนรถอีวี ขณะเดียวกันก็มองโอกาสในการขยายโซลาร์รูฟท็อปในปั๊มให้ครบ 100 แห่งโดยร่วมกับพันธมิตร รวมทั้งขยายธุรกิจนอนออยล์ในส่วนทั้งร้านสะดวกซื้อ “ซีเล็ค” และร้านกาแฟ “เดลี่ คาเฟ่” ให้ครอบคลุมมากขึ้น


คาลเท็กซ์เร่งขยายปั๊มปี 64 ครบ 500 แห่ง

นางอลิซ พอตเตอร์ ประธานกรรมการและผู้จัดการใหญ่ บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “คาลเท็กซ์” กล่าวว่า ตามที่บริษัทฯ ตั้งงบลงทุนไว้ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 6,000 ล้านบาทเพื่อลงทุนในช่วงปี 2561-2564 ซึ่งเป็นงบลงทุนที่สูงสุดในรอบ 10 ปีเพื่อใช้ขยายสถานีบริการน้ำมันและปรับปรุงปั๊มโฉมใหม่รูปแบบ Smart design ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ทำให้บริษัทฯ มั่นใจว่าสิ้นปี 2564 จะเพิ่มสถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ได้ครบ 500 แห่งจากปัจจุบันอยู่ที่ 400 กว่าแห่งทั่วประเทศ ช่วยดันยอดขายและส่วนแบ่งการตลาดน้ำมันให้เพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 6.1%

ส่วนทิศทางการแข่งขันธุรกิจน้ำมันในปี 2564 คาดว่าจะทวีความรุนแรง แต่บริษัทมั่นใจลูกค้าให้ความเชื่อมั่นในคุณภาพน้ำมันที่ดีและรูปโฉมใหม่ของสถานีบริการใหม่ รวมทั้งจับมือพันธมิตรทั้งแบรนด์คนไทยและแบรนด์ต่างชาติเพื่อให้บริการร้านค้าภายในปั๊ม ไม่ว่าจะเป็นร้านเคเอฟซี ร้านกาแฟสตาร์บัค ร้านกาแฟชาวดอย ร้านส้มตำจัดจ้าน ร้านไก่ย่างนิตยา เป็นต้น ล่าสุดร่วมกับพันธมิตรเตรียมเปิดสถานีบริการในโครงการ JAS green Village คู้บอน สร้างความแตกต่างคู่แข่งขัน

รวมทั้งมีแผนติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2563 มีอยู่ 20 แห่งเพื่อรองรับการขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต

เมื่อแต่ละค่ายบริษัทน้ำมันต่างชูธงพร้อมรบ การแข่งขันในตลาดค้าปลีกน้ำมันในปี 2564 ใครจะได้หรือใครจะเพลี่ยงพล้ำต้องสูญเสียส่วนแบ่งตลาด คนที่ให้คำตอบได้ดีคือผู้บริโภคที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการแข่งขันดังกล่าว
กำลังโหลดความคิดเห็น...