xs
xsm
sm
md
lg

บางจากแจง Q3 ขาดทุน 647 ล้านบาท

เผยแพร่:



บางจากแจงไตรมาส 3/2563 ขาดทุน 647 ล้านบาท ลดลง 275% โดยมีรายได้จากการขายและการให้บริการ 33,652 ล้านบาท ลดลง 28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และบันทึกขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ของธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 1,003 ล้านบาท

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2563 ว่า บริษัทมีรายได้จากการขายและการให้บริการ 33,652 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และลดลงร้อยละ 28 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และขาดทุนสุทธิ 647.01 ล้านบาท ลดลง 275% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 639.80 ล้านบาท

ทั้งนี้ ความต้องการใช้น้ำมันเริ่มฟื้นตัวหลังการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น แต่หากเทียบกับปีก่อน ความต้องการใช้น้ำมันลดลงอย่างมากและยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งยิ่งใหญ่จากโควิด-19 ขณะที่ผลดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจพลังงานไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์ชีวภาพยังคงเติบโตต่อเนื่อง ช่วยลดความผันผวนของผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทฯ

ทั้งนี้ ใน 9 เดือนแรกของปี 2563 บางจากฯ มีรายได้ 103,317 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 26 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มี EBITDA 1,354 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 78 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่มี Operating EBITDA 6,407 ล้านบาท โดยมี Inventory Loss 4,887 ล้านบาท และมีการบันทึกขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ 2,490 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รวมทั้งการด้อยค่าตามมาตรฐาน TFRS 9 จำนวน 913 ล้านบาท ส่งผลให้งวด 9 เดือนแรกมีการขาดทุนสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ 7,219ล้านบาท คิดเป็นขาดทุนต่อหุ้น 5.59 บาท

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจต่างๆ ในไตรมาส 3/2563 เริ่มจากกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมันยังคงได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมัน และค่าการกลั่น โดยจะเห็นได้จากค่าการกลั่นพื้นฐานในเดือนมิถุนายนที่ 6.19 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ในเดือนกันยายนปรับลดลงมาอยู่ที่ 0.89 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้ในไตรมาสนี้มีค่าการกลั่นพื้นฐาน 2.33 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ปรับลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า โดยสาเหตุหลักมาจากส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซล-ดูไบ (GO/DB) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีสัดส่วนการผลิตมากที่สุด ที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง อีกทั้งได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น

อีกทั้งมีการปรับสัดส่วนการผลิตผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด ช่วยเพิ่มค่าการกลั่น รวมทั้งได้ปรับเพิ่มกำลังการผลิตมาอยู่ที่ระดับ 95,300 บาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นร้อยละ 79 ของกำลังการผลิตรวมของโรงกลั่น

กลุ่มธุรกิจการตลาด ผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/2563 มี EBITDA 766 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หรือปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปริมาณการจำหน่ายในส่วนของตลาดค้าปลีกเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลายส่งผลให้ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังคงขยายจำนวนสถานีบริการตามแผนการลงทุนให้สามารถรองรับกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น โดย ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2563 มีสถานีบริการน้ำมันทั้งสิ้น 1,223 สถานี ในส่วนของธุรกิจค้าปลีกได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจร้านสะดวกซื้อเพื่อเพิ่มความหลากหลายให้แก่ผู้บริโภค ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทฯ ได้รับรู้ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนดังกล่าวทั้งหมดแล้ว

กลุ่มธุรกิจพลังงานไฟฟ้า ผลการดำเนินงานเติบโตเพิ่มขึ้นจากการที่บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ได้ขยายการลงทุนในโครงการต่างๆ ทำให้มีปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้ารวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 78 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นร้อยละ 227 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยหลักๆ มาจากการจำหน่ายไฟฟ้าพลังงานน้ำใน สปป.ลาวช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วง High Season ของการผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำ ประกอบกับการเริ่มรับรู้รายได้จากการเข้าซื้อโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยจำนวน 4 โครงการ กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญารวม 20 เมกะวัตต์

นอกจากนี้ ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัท BCPG ได้อนุมัติแผนการเพิ่มทุนจดทะเบียนด้วยการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน 1.3 พันล้านหุ้น คาดว่าจะได้เงินทุนเพิ่มราว 1.02 หมื่นล้านบาท โดยมีเป้าหมายเพื่อขยายการลงทุนตามแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี

กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) ในไตรมาส 3/2563 มี EBITDA รวม 390 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 94 ล้านบาทเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว โดยธุรกิจไบโอดีเซลมีกำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นร้อยละ 53 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นร้อยละ 146 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบได้ดีขึ้น โดยมีปริมาณการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ B100 เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ตามความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้น และจากการจำหน่ายน้ำมันดีเซล B10 ที่เพิ่มขึ้นจากการกำหนดให้น้ำมัน B10 เป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐาน ด้านธุรกิจเอทานอล ผลการดำเนินงานเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ปริมาณการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เอทานอลที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับปริมาณการจำหน่ายน้ำมันในกลุ่มแก๊สโซฮอล์ของบริษัทที่ปรับเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ บริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) ได้เข้าลงทุนในบริษัทซึ่งจดทะเบียนในสหรัฐอเมริกา และดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพประเภท Bio-ingredients

กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติมี EBITDA ขาดทุน 58 ล้านบาท ปรับลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า 118 ล้านบาท เป็นการรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม OKEA ขณะที่ไตรมาสก่อนหน้ารับรู้ส่วนแบ่งกำไร โดย OKEA มีรายได้เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันดิบและราคาก๊าซธรรมชาติปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากสถานการณ์โควิด-19 แต่มีการรับรู้ผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลงจากไตรมาสก่อน อีกทั้งมีการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์เพิ่มขึ้น โดยหลักมาจากสินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาของแหล่ง Yme เนื่องจากมีการเลื่อนแผนการผลิตและการใช้เงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น และมีการรับรู้รายการภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี ซึ่งช่วยลดผลขาดทุนสุทธิในไตรมาส

ทั้งนี้ OKEA ได้เข้าร่วมทุนในแหล่งปิโตรเลียม Calypso และ Aurora (ที่อยู่ใกล้กับแหล่ง Draugen และ Gjøa ตามลำดับ ซึ่งจะทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในการพัฒนาและการผลิตจากการ synergy ร่วมกันได้) ซึ่งอยู่ในระหว่างการสำรวจและเป็นแหล่งปิโตรเลียมที่มีศักยภาพที่จะพัฒนาสู่การผลิตได้ในอนาคต โดย ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2563 มูลค่าตามบัญชีของเงินลงทุนใน OKEA มีมูลค่าใกล้เคียงกับมูลค่าตามราคาตลาด (Market value)
กำลังโหลดความคิดเห็น...