xs
xsm
sm
md
lg

หัวเว่ยโชว์ 5 เทคโนโลยีหลักขับเคลื่อนประเทศไทยเป็น Digital Hub แห่งอาเซียน

เผยแพร่:



หัวเว่ยย้ำภาวะการชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศถือเป็นประเด็นสำคัญที่ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยต้องเผชิญ ย้ำหนึ่งในกุญแจสำคัญที่อาจเป็นคำตอบสำหรับเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจระดับประเทศได้คือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศหรือที่เรียกกันว่า “เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy)”

หัวเว่ย ย้ำว่า นอกจากจะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยพัฒนาประเทศ เศรษฐกิจดิจิทัลยังเปิดโอกาสให้ไทยก้าวเข้าสู่การเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัล หรือ Digital Hub ของภูมิภาคอาเซียนได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม การจะยกระดับศักยภาพประเทศไทยให้ไปถึงขั้นนั้นได้จำเป็นต้องอาศัยการผสานพลังจาก 5 เทคโนโลยีหลัก

นายวรกาน ลิขิตเดชาศักดิ์ รองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีเครือข่ายโทรคมนาคม บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงความสำคัญและประโยชน์ของการผสานพลังของ 5 เทคโนโลยีซึ่งประกอบด้วย Connectivity, Computing, Cloud, AI และ Applications เพื่อผลักดันให้เกิดเศรษฐกิจแบบดิจิทัล

เทคโนโลยีแขนงแรกคือ การเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Intelligent Connectivity) เน้นการเชื่อมต่อแบบอัจฉริยะและความเร็วสูง ซึ่งจะช่วยให้เกิดการนำไปใช้ในรูปแบบใหม่ที่หลากหลาย ด้วยการเชื่อมต่อในความเร็วระดับมากกว่า 100 Mbps นี้ จะทำให้มีการใช้งาน AR/VR หรือ Cloud gaming ที่แพร่หลาย และการเชื่อมต่อแบบ Hyper-Automation จะเพิ่มประสิทธิภาพของการเชื่อมต่อให้แก่อุปกรณ์หลายๆ ชิ้นให้ทำงานร่วมกันได้ เช่น การใช้งานรถไร้คนขับ (Unmanned Car) ที่ต้องอาศัยการสื่อสารระหว่างรถแต่ละคัน เพื่อให้สามารถเคลื่อนที่บนถนนด้วยกันได้อย่างปลอดภัย รวมถึงการใช้งานในภาคอุตสาหกรรมหรือเกษตรกรรม ที่อุปกรณ์จำนวนมากต้องทำงานพร้อมกันด้วยการเชื่อมต่อแบบการควบคุมที่มีความหน่วงต่ำ (low latency) เพื่อให้การควบคุมการใช้งานทางไกลสำหรับ Drone หรือหุ่นยนต์ สามารถสั่งการได้อย่างทันทีทันใด

เทคโนโลยีแขนงที่สองคือ การคิดคำนวณประมวลผล (Computing) ในอนาคต อุปกรณ์ต่างๆ จะมีความส่ามารถในการคิดคำนวณด้วยตัวเองได้มากขึ้นและมีขนาดเล็กลง การคิดคำนวณต่างๆ จะไม่ได้จำกัดอยู่กับแค่คอมพิวเตอร์เมนเฟรมเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์สวมใส่ ซึ่งจะเริ่มมีความสามารถในการคิดคำนวณได้มากขึ้นเช่นกัน สิ่งนี้นับเป็นแนวโน้มที่จะทำให้เกิดจำนวนของข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็จะใช้พลังงานน้อยลงเพื่อให้สอดคล้องต่อการรักษาสิ่งแวดล้อม


เทคโนโลยีแขนงที่สามคือ เทคโนโลยี Cloud ซึ่งปัจจุบันได้นำมาใช้เป็นเครื่องชี้วัดความก้าวหน้าของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล (Digitalization) ทั้งในระดับองค์กรและระดับประเทศ โดยในอีก 5 ปีข้างหน้า ธุรกิจองค์กร (Enterprise) ต่างๆ กว่า 85% จะนำเทคโนโลยี Cloud มาใช้อย่างเต็มที่ถึง 100%

เทคโนโลยีแขนงที่สี่คือ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence - AI) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถคิดประมวลผลและตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อนำไปต่อยอดด้านความชำนาญในภาคอุตสาหกรรมนั้นๆ โดย AI จะทำให้เกิดประโยชน์กับทั้งตัวเครื่องจักร บุคลากร และภาคธุรกิจในภาพรวม ดังจะเห็นตัวอย่างได้จากการใช้เทคโนโลยี AI วินิจฉัยการติดเชื้อโควิด-19 ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการดำเนินงานอย่างรวดเร็วในเวลาน้อยกว่า 1 นาทีสำหรับการวินิจฉัยโรคใหม่ หรือการนำเทคโนโลยี AI มาใช้วิเคราะห์การจราจร เพื่อหาวิธีการที่ทำให้รถติดน้อยที่สุด เป็นต้น

เทคโนโลยีแขนงที่ห้าคือ แอปพลิเคชันในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยผลักดันกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต (New S-Curve Industries) ทั้ง 12 อุตสาหกรรมของไทยให้สอดคล้องกับนโยบายประเทศไทย 4.0 ได้ เช่น การนำเทคโนโลยี 5G เทคโนโลยีบรอดแบนด์ ประกอบเข้ากับเทคโนโลยี Cloud และแอปพลิเคชันต่างๆ ที่ใช้ในอุตสาหกรรมนั้นๆ เชื่อมโยงเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับศักยภาพการดำเนินงานของแต่ละภาคอุตสาหกรรมนั่นเอง

สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว การผสานพลังของเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่นับเป็นเรื่องใหม่ แต่สำหรับประเทศไทยที่กำลังก้าวสู่การฟื้นฟูพร้อมพัฒนาเศรษฐกิจหลังได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก การมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยี 5G ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ในการช่วยเร่งเศรษฐกิจแบบดิจิทัลในไทยให้เกิดได้เร็วยิ่งขึ้น


ทั้งนี้ ประเทศที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้าน ICT จะมีผลทำให้ระดับของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (GDP) เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย โดยทุกๆ 20% ของการลงทุนด้าน ICT จะส่งผลให้ค่า GDP สูงขึ้น 1% ถึงแม้ว่าจะเป็นปีแรกสำหรับประเทศไทยที่เริ่มมีเทคโนโลยี 5G, Cloud และ AI แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นก้าวแรกที่สำคัญ อันจะนำไปสู่การผสานพลังหรือ Synergy ของเทคโนโลยี จึงกล่าวได้ว่าการลงทุนด้านดิจิทัล จะไม่เป็นการลงทุนเพียงเพื่อการอำนวยความสะดวก แต่เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) อย่างแท้จริง

นายวรกาน ยังกล่าวเสริมในตอนท้ายว่า เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลในระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง ยังมีแนวทางสำคัญที่จะช่วยผลักดันอีก 6 แนวทาง ได้แก่ การผลักดันให้เกิดการใช้เทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น การสร้างมาตรฐานและข้อปฏิบัติร่วมกัน การจัดตั้งพันธมิตรของกลุ่มพาร์ตเนอร์ในอีโคซิสเต็มของอุตสาหกรรมนั้นๆ การสร้างและพัฒนาบุคลากรด้าน ICT เพิ่มเติม การเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานด้าน ICT และการจัดทำโครงการนำร่องในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น โครงการสาธารณสุขอัจฉริยะ (Smart Healthcare) หรือโครงการเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) เป็นต้น
กำลังโหลดความคิดเห็น...