xs
xsm
sm
md
lg

"สินทรัพย์ดิจิทัล" ทางเลือกของการระดมทุนธุรกิจโแรม-ค้าปลีก-สุขภาพ-เช่าซื้อ กับเม็ดเงิน 7,000 ล้านบาท

เผยแพร่:


นายอัฏฐ์ ทองใหญ่ อัศวนันท์
“เอส อี ดิจิทัล” คาดตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล มูลค่าทะลุ 10,000 ล้านบาท ปี 2564 ระบุเป็นทางเลือกและโอกาสของผู้ประกอบการในการระดมทุนในรูปแบบใหม่ จับตาธุรกิจโรงแรม ค้าปลีก สุบภาพ และเช่าซื้อ เปิดช่องทางระดมทุนมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท


นายอัฏฐ์ ทองใหญ่ อัศวนันท์ ประธานหน้าที่บริหารบริษัท เอส อี ดิจิทัล จำกัด บริษัทที่ให้บริการด้านที่ปรึกษาทางการเงินในการออกสินทรัพย์ดิจิทัล ที่เรียกว่า ICO Portal (Initial Coin Offering Portal) บริษัทในเครือของ บริษัทหลักทรัพย์ ซีมีโก้ จำกัด กล่าวถึงโอกาสการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลว่า ขณะนี้บริษัทเป็นที่ปรึกษาให้แก่ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 10 บริษัทที่มีแผนที่จะระดมทุนในรูปของ “สินทรัพย์ดิจิทัล” โดยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 จะมีการออกสินทรัพย์ดิจิทัล มูลค่าไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านบาท และในปี 2564 อีกไม่น้อยกว่า 7,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้มูลค่าทางการตลาดของสินทรัพย์ดิจิทัลแตะระดับ 10,000 ล้านบาทในปี 2564

“ที่ผ่านมา เวลาพูดถึงสินทรัพย์ดิจิทัล ทุกคนจะไปนึกถึงคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) อย่างบิทคอยน์ (Bitcoin) หรืออิเทอร์เรียม (Ethereum) หรือสกุลเงินอื่นๆ ซึ่งเป็นเงินดิจิทัลที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า ซึ่งขณะนี้ยังไม่เป็นที่ยอมรับว่าเป็นเงินที่ธนาคารกลางทั่วโลกยอมรับ ในขณะที่จริงๆ แล้ว สินทรัพย์ดิจิทัลมีมากกว่าคริปโทเคอร์เรนซี โดยปัจจุบันมีการพัฒนาออกมาอยู่ในรูปแบบของหน่วยลงทุนทางดิจิทัลที่เรียกว่าโทเคน ดิจิทัล (digital token)”

นายอัฏฐ์ อธิบายว่า โทเคน ดิจิทัล เป็นรูปแบบของการลงทุนที่มีการอ้างอิงกับสินทรัพย์การลงทุนปกติ (Traditional Asset) ทำให้ง่ายต่อการเข้าใจของผู้ลงทุนทั่วไป และยังมีระบบรักษาความปลอดภัยและการคุ้มครองผู้ลงทุนในทุกโทเคนที่ซื้อขายผ่านระบบฐานข้อมูลแบบกระจายศูนย์ ที่มีกลไกการทำงานที่ให้เกิดธุรกรรมได้ โดยที่ไม่ต้องอาศัยคนกลางที่เรียกว่าบล็อกเชน (Blockchain) ทำให้สามารถจับต้องได้มากกว่าคริปโตเคอร์เรนซี

ยกตัวอย่าง ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมต้องการระดมทุน โดยการออกโทเคนดิจิทัล โดยผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมให้สัญญาว่า จะให้ผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 5 ต่อปี พ่วงกับสัญญาที่ให้ผู้ลงทุนในโทเคนดิจิทัล สามารถที่จะใช้บริการโรงแรมในเครือให้ได้ส่วนลดในอัตราร้อยละ 50 ICO Portal ในฐานะที่เป็นผู้กลั่นกรองสินทรัพย์ดิจิทัล หรือคล้ายๆ กับที่ปรึกษาทางการเงินในการออกหุ้นหรือหุ้นกู้ จะทำหน้าที่ศึกษาความเป็นไปได้ของธุรกิจและให้คำแนะนำแก่ผู้ลงทุนที่สนใจลงทุนต่อไป

“โครงสร้างของธุรกิจมีความใกล้เคียงกับการเสนอขายหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไป (Initial Public Offering : IPO) แต่ ICO จะมีกระบวนการทำงานที่สั้นและกระชับมากกว่า เพราะเราไม่ได้ขายหุ้นของบริษัท แต่เราขายสินค้าหรือบริการของธุรกิจนั้นๆ แยกออกมาเป็นส่วนๆ ต่างหากจากบริษัท เพื่อให้ผู้ประกอบการมีความคล่องตัวในการระดมเงินทุนมาใช้ในการขยายธุรกิจได้เร็วขึ้น ในต้นทุนทางการเงินที่ถูกกว่าการออกหุ้นเพิ่มทุนหรือหุ้นกู้ ในขณะที่ผู้ลงทุนก็มีทางเลือกในการลงทุนมากขึ้น” นายอัฏฐ์ กล่าว

นายอัฏฐ์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายรองรับการออกสินทรัพย์ดิจิทัลคือ พระราชกำหนดประกอบสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561 และมีผู้ประกอบการที่สนใจจะออกสินทรัพย์ดิจิทัลหลายบริษัท ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาและมีแผนที่จะออกสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างน้อย 3 บริษัท มูลค่าไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านบาทในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ที่บริษัทเป็นที่ปรึกษาทางการเงินหรือ ICO Portal ให้

ตั้งเป้ามูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัลทะลุ 10,000 ล้านบาทปี 2564

ในขณะเดียวกัน นายอัฏฐ์ กล่าวว่า ในปี 2564 จะมีธุรกิจที่มีแผนที่จะออกสินทรัพย์ดิจิทัลอีกไม่น้อยกว่า 7,000 ล้านบาท ประกอบด้วย ธุรกิจโรงแรม ค้าปลีก สุขภาพ บริษัทเกี่ยวกับธุรกิจเช่าซื้อ เป็นต้น

ปัจจุบัน การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย มีมูลค่าสินทรัพย์รวมอยู่ประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดเป็นการซื้อ-ขายคริปโตเคอร์เรนซี โดยมีการซื้อขายเฉลี่ยอยู่ที่ 10,000 ล้านบาทต่อเดือน คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.11 เมื่อเทียบกับมูลค่าการซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 300,000-350,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 9-10.5 ล้านล้านบาท เป็นโอกาสสำหรับการเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย

นายปิ่นปราชญ์ จักกะพาก
นายปิ่นปราชญ์ จักกะพาก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีอาร์เอ็กซ์ จำกัด บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ให้บริการศูนย์การซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจทัล (Digital Asset Exchange) จากสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. มีทุนจดทะเบียน 85 ล้านบาท เป็นบริษัทในเครือของบริษัท เอเลเวตเท็ด รีเทิร์นส์ (Elevated Return : ER) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์ดิจิทัลจากประเทศสหรัฐอเมริกา ให้ความเห็นว่า โอกาสเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยยังมีศักยภาพที่จะขยายตัวได้อีกมากเนื่องจากประเทศไทยมีโครงสร้างทางกฎหมายที่รองรับการเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัล ในขณะเดียวกันประเทศไทยมีจำนวนผู้ใช้ Facebook, Instagram และ Mobile Banking มากที่สุดในภูมิภาคนี้ จึงเป็นโอกาสที่ธุรกิจนี้จะเติบโตในประเทศไทย

“จุดเด่นของการออกสินทรัพย์ดิจิทัลในรูปของโทเคนดิจิทัลในรูปแบบเพื่อการลงทุน (Investment Token) ที่มีสินทรัพย์จริงหนุนหลังอยู่ หรือจะเป็นโทเคนเพื่อการใช้ประโยชน์ (Utility Token) ที่กำหนดสิทธิให้ผู้ถือโทเคนได้รับสิทธิในสินค้าและบริการต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ เป็นสิ่งที่ทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจว่าเขากำลังลงทุนในอะไรและมีผลตอบแทนที่ชัดเจน และเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนที่มีจำนวนเงินไม่มากสามารถเข้าถึงการลงทุนได้ง่าย ผ่านการสมัครแอปพลิเคชันของศูนย์ซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจิทัล เรียกว่าเป็นการลงทุนที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายเมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้นหรือในตราสารหนี้ที่ต้องใช้เงินลงทุนในจำนวนที่สูงกว่า” นายปิ่นปราชญ์ กล่าว

โดยปัจจุบันบริษัทได้เปิดให้นักลงทุนสามารถเปิดบัญชีกับบริษัทได้แล้ว และคาดว่าจากความร่วมมือกับทางบริษัท เอสอี ดิจิทัล จำกัด จะมีสินทรัพย์ดิจิทัลในรูปแบบของโทเคนดิจิทัล เข้าซื้อขายได้ไม่น้อยกว่า 3 ตัวในปีนี้มูลค่าตลาด (Market Capitalization) ไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านบาท


สินทรัพย์ดิจิทัล ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับการลงทุนแต่เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการในทุกระดับที่ต้องการระดมทุนผ่านสินทรัพย์ที่บริษัทมีอยู่ทั้งในรูปของสินค้าและบริการ โดยมีกระบวนการระดมทุนที่สั้นและกระชับกว่าการขายหุ้นหรือการออกหุ้นกู้ที่มีกระบวนการและขั้นตอนในการระดมทุนที่นานกว่า ในขณะเดียวกัน นักลงทุนก็มีทางเลือกในการบริหารจัดการเงินออมของตัวเองให้มีผลตอบแทนที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับการฝากเงินในสถาบันการเงิน แต่ที่ลืมไม่ได้คือ ทุกการลงทุนมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนต้องศึกษาและทำความเข้าใจในสินค้าที่ตัวเองเข้าไปลงทุนก่อนการตัดสินใจ
กำลังโหลดความคิดเห็น...