xs
xsm
sm
md
lg

ราช กรุ๊ปจ่อปิดดีลซื้อโรงไฟฟ้าเพิ่มใน Q4 นี้

เผยแพร่:



ราช กรุ๊ปแย้มเตรียมปิดดีล M&A โรงไฟฟ้าและธุรกิจเกี่ยวเนื่องอย่างน้อย 1 โครงการในไตรมาส 4/2563

นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (RATCH) เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อซื้อกิจการหรือร่วมลงทุน (M&A) ในโครงการโรงไฟฟ้า และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอีกหลายดีล คาดว่าไตรมาส 4 นี้จะได้ข้อสรุปอย่างน้อย 1 ดีล แม้ว่าจะเป็นการทำดีล M&A ต่อเนื่องตลอดในปีนี้ แต่ก็เชื่อมั่นว่ายังอยู่ในวงเงินงบประมาณที่วางสำหรับการลงทุนในปีนี้ 1.5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากการลงทุนบางโครงการเพิ่งเริ่มต้นทำให้ใช้วงเงินไม่มาก และบางโครงการใช้เงินกู้สำหรับโครงการ (Project Finance) เข้ามาร่วมลงทุนด้วย

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังเตรียมออกหุ้นกู้วงเงินไม่เกิน 8 พันล้านบาท ซึ่งได้รับการจัดอันดับเครดิตจากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ในระดับ "AAA" เพื่อนำเงินที่ได้ไปใช้ชำระคืนเงินกู้เดิมที่มีอยู่ของบริษัท รวมถึงใช้สำหรับการขยายธุรกิจในโครงการพลังงานหมุนเวียน ซึ่งการนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) เมื่อเร็วๆ นี้ก็ได้รับความสนใจจากนักลงทุนค่อนข้างมาก

นายกิจจากล่าวถึงความคืบหน้าการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกวางจิ ขนาด 1,320 เมกะวัตต์ (MW) ในเวียดนามว่า หลังจากที่ได้ร่วมลงนามความร่วมมือการพัฒนาโครงการกับบริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGATi) ในกลุ่มการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ บมจ.ผลิตไฟฟ้า (EGCO) ในสัดส่วนถือหุ้น 30:40:30 ตามลำดับนั้น นับจากนี้จะต้องเจรจากับทางเวียดนามเพื่อทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) และงานก่อสร้าง (EPC) คงต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง แต่จะพยายามดำเนินการให้แล้วเสร็จเพื่อลงนามสัญญา PPA ให้ได้ภายในปี 64 และสามารถเดินเครื่องผลิตเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ภายในปี 68 ตามเป้าหมาย

ทั้งนี้ การเข้าร่วมพัฒนาโครงการกวางจิทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตไฟฟ้าในมือเข้ามาอีกราว 400 เมกะวัตต์ตามสัดส่วนการถือหุ้น 30% และเมื่อรวมกับกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ที่ได้เข้ามาในช่วงครึ่งปีแรกราว 243 เมกะวัตต์ และการลงทุนโรงไฟฟ้าผ่านกองทุน An Binh Energy and Infrastructure Fund (ABEIF) ในเวียดนามที่บริษัทถือหุ้นอยู่ 49% ตลอดจนจะมีการปิดดีลใหม่ในช่วงที่เหลือของปี ก็จะทำให้ปีนี้มีกำลังการผลิตในมือเข้ามาใหม่เป็นไปตามเป้าหมาย 780 เมกะวัตต์ ส่งผลให้สิ้นปี 63 จะมีกำลังการผลิตในมือเพิ่มเป็น 8,714.68 เมกะวัตต์

เมื่อเร็วๆ นี้บริษัทเข้าถือหุ้น 25% ร่วมกับพันธมิตร เตรียมที่จะพัฒนาโครงการผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่ง (Wood Pellet) ในลาว โดยโครงการอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อทำสัญญาซื้อขายเชื้อเพลิงระยะยาวกับผู้ซื้อหลายรายเพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมและการผลิตไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยเฉพาะญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ หลังจากนั้นจะสามารถสรุปงบลงทุนและนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเพื่ออนุมัติงบลงทุนต่อไป โดยบริษัทได้รับสัมปทานพื้นที่เพื่อปลูกพืช 4 หมื่นไร่ ซึ่งจะดำเนินการในเฟสแรกก่อน 2 หมื่นไร่ เพื่อผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่ง 6 หมื่นตัน/ปี ซึ่งคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในไตรมาส 1/64 และเริ่มจำหน่ายในปี 65 หากสามารถดำเนินการได้ดีก็จะพัฒนาในส่วนที่เหลืออีก 2 หมื่นไร่

ส่วนกรณีที่บริษัท ไทยลาวลิกไนท์ จำกัด เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัท กล่าวหาว่าบริษัทละเมิดความลับทางการค้าของโจทก์ในการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนหงสาในลาวนั้น ล่าสุดศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้มีคำพิพากษายกฟ้องแล้ว แต่ยังต้องรอดูว่าคู่กรณีจะยื่นอุทธรณ์อีกหรือไม่

นายกิจจากล่าวอีกว่า แนวโน้มผลประกอบการปี 63 น่าจะใกล้เคียงกับปีก่อนที่มีรายได้ 4.3 หมื่นล้านบาท และกำไรสุทธิ 5.96 พันล้านบาท แม้ในช่วงครึ่งปีแรกจะทำรายได้ได้ราว 2 หมื่นล้านบาท และกำไรสุทธิได้เพียง 2.43 พันล้านบาทก็ตาม แต่ช่วงครึ่งปีหลังจะมีกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่เข้ามาในระบบเพิ่มเติมจาก 3 โครงการ ได้แก่ โครงการส่วนขยายของโรงไฟฟ้านวนคร กำลังการผลิต 60 เมกะวัตต์, โรงไฟฟ้าพลังงานลมยานดิน กำลังการผลิต 214.2 เมกะวัตต์ ในออสเตรเลีย และโรงไฟฟ้าพลังความร้อน Thang Long ในเวียดนาม

นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าน้ำงึม 2 และโรงไฟฟ้าเซเปียน เซน้ำน้อยในลาว ผลิตไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นจากปริมาณที่มีมากในช่วงฤดูฝน
กำลังโหลดความคิดเห็น...