xs
xsm
sm
md
lg

GPSC-ม.สุรนารีผุดโซลาร์ฯ 6 เมกะวัตต์ หนุนเป็นศูนย์การเรียนรู้ Smart Energy

เผยแพร่:



GPSC จับมือ ม.เทคโนโลยีสุรนารี รุกโครงการติดตั้งโซลาร์บนหลังคา-โซลาร์ลอยน้ำ ผสานนวัตกรรมพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) ทั้ง BESS, Block Chain และ AI เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และจำหน่ายไฟฟ้า รวม 6 เมกะวัตต์ โดยซื้อขายไฟฟ้ารูปแบบเอกชนกับเอกชน (Private PPA) ลงทุนราว 150 ล้านบาท พร้อมยกระดับเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงานอัจฉริยะแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นโมเดลเมืองพลังงานไมโครกริดอัจฉริยะ

นายชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. เปิดเผยภายหลังพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือโครงการวิจัยและพัฒนาระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กับบริษัท ผลิตไฟฟ้าและพลังงานร่วม จำกัด หรือ CHPP ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ GPSC วันนี้ (28 ก.ย.) ว่า การลงนามเพื่อดำเนินโครงการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา-โซลาร์ลอยน้ำ ผสานระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า กำลังผลิตรวม 6 เมกะวัตต์ (MW) เพื่อสร้าง “Low carbon university” ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคให้แก่มหาวิทยาลัยฯ ผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้ารูปแบบเอกชนกับเอกชน (Private PPA) อีกทั้งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้นวัตกรรมด้านพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ใช้งบประมาณดำเนินการราว 150 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าได้ในปี 2565

สำหรับโครงการดังกล่าว จะแบ่งการติดตั้งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ การติดตั้งแผงโซลาร์เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ของอาคารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี 8 อาคารขนาดกำลังผลิตไฟฟ้ารวมประมาณ 1.68 เมกะวัตต์, การติดตั้ง Solar Rooftop บริเวณหลังคาทางเดิน อาคารบริหาร ขนาดกำลังติดตั้ง 60 กิโลวัตต์ ด้วยแผงเซลล์แสงอาทิตย์แบบชนิด Bifacial cells แทนการใช้หลังคาทั่วไป และการติดตั้งโซลาร์ชนิดลอยน้ำ (Solar Floating) ในอ่างเก็บน้ำสุระ 1 ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวมประมาณ 4.312 เมกะวัตต์ ซึ่งจุดเด่นของระบบนี้อยู่ที่ทุ่นลอยน้ำซึ่งเป็นเทคโนโลยีของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC บริษัทในกลุ่ม ปตท. ที่ใช้วัตถุดิบ (Raw Material) เป็นเม็ดพลาสติกโพลิเอทิลีนเกรดพิเศษที่ผสมของสารกันแสง UV จากที่มีคุณสมบัติคงทนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถนำกลับไปรีไซเคิลได้หลังจากสิ้นสุดอายุการใช้งาน

พร้อมกันนี้ ยังมีการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง (Battery Energy Storage System : BESS) ชนิด Lithium ion Battery ขนาด 100 กิโลวัตต์/200 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ให้กับอาคารหอพักสุรนิเวศ พร้อมด้วยการวางระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะโดยใช้เทคโนโลยี Block Chain ในการบริหารจัดการระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงการติดตั้งระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสามารถควบคุมและติดตามผลการทำงานแบบ Real Time และยังสามารถนำข้อมูลต่างๆ มาใช้ในการตัดสินใจ เช่น ข้อมูลสภาพอากาศและความเข้มของแสงอาทิตย์มาวิเคราะห์ปริมาณความสามารถในการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ล่วงหน้า เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปบริหารจัดการในการเพิ่มความแม่นยำของประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า

“ความร่วมมือครั้งนี้จะดึงนวัตกรรมต่างๆ ที่ทันสมัยมาบริหารทั้งระบบ AI, BESS ระบบซื้อขายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Energy Platform (SEP)) เพื่อซื้อขายไฟฟ้าจากโซลาร์ฯ ระหว่างอาคาร โดยการพัฒนาครั้งนี้จะเป็นการสนับสนุนการวิจัยด้านพลังงานทดแทนของนักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยฯ และเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้แก่ผู้ที่สนใจอื่นๆ นอกจากนี้ ยังเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีการวิจัยเพื่อเพิ่มมูลค่าทางการค้าในอนาคตได้อีกด้วย” นายชวลิตกล่าว

รศ.ดร.วีรพงษ์ แพสุวรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กล่าวว่า ความร่วมมือโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้า จากปัจจุบันที่มีค่าไฟฟ้ากว่า 100 ล้านบาทต่อปี ด้วยวิธีการที่เราสามารถใช้ทรัพยากรของมหาวิทยาลัยฯ ที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดจากการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ 4.3 MW บนอ่างเก็บน้ำสุระ และแผงโซลาร์เซลล์ 1.7 MW บนหลังคา ดังนั้น การพัฒนาโครงการนำระบบพลังงานทดแทนที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อมาทดแทนการใช้ไฟฟ้าจากฟอสซิล จะทำให้มหาวิทยาลัยฯ สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าจากระบบพลังงานทดแทนได้กว่า 8.5 ล้านกิโลวัตต์ต่อปี หรือคิดเป็นเงินที่ประหยัดได้ 510 ล้านบาท ตลอดอายุโครงการ 25 ปี และสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ถึง 115,000 ตัน

ในอนาคตโครงการฯ ยังมีแผนจัดตั้งให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ทั้งภาครัฐและเอกชน หน่วยงานด้านการศึกษาและชุมชนต่างๆ เพื่อเข้ามาเยี่ยมชมและศึกษาดูงานสร้างความรู้ความเข้าใจในด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะระบบไมโครกริด และการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนที่สามารถผลิตใช้ได้เอง และช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กำลังโหลดความคิดเห็น...