xs
xsm
sm
md
lg

กลุ่ม ปตท.ปรับกลยุทธ์ก้าวสู่ New Normal

เผยแพร่:



กลุ่ม ปตท.ปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบต่ำและเตรียมพร้อมสู่ New Normal เพื่อให้บริษัทโตอย่างมั่นคง ขณะเดียวกันก็มีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ ทั้งการว่าจ้างงาน 2.5 หมื่นอัตราและสนับสนุนพนักงานท่องเที่ยวในประเทศโดยบริษัทออกค่าใช้จ่ายให้ 50%

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานสัมมนาในหัวข้อ “ถอดรหัส...กลยุทธ์ Reimagination” ว่า ปตท.ได้รับผลกระทบจากสงครามราคาน้ำมันซาอุดีอาระเบียกับรัสเซียเมื่อต้นปีนี้ และการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ฉุดเศรษฐกิจหดตัวลง โดยกลุ่ม ปตท.ได้มีการจัดตั้งทีม PTT Group Vital Center ขึ้นมาเพื่อวางแผนดำเนินการทั้งระยะสั้นและระยะยาว

โดยได้ออกมาตรการบริหารตาม 4R  ประกอบด้วย Resillience การสร้างความยืดหยุ่นและการปรับตัวในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง, Restart เตรียมความพร้อมในการดำเนินธุรกิจกลับสู่ภาวะปกติเร็วที่สุด, Re-imagination การเตรียมความพร้อมที่จะออกแบบธุรกิจให้รองรับการเปลี่ยนทางธุรกิจที่จะเป็น Next Normal และ Reform จะต้องมีการปรับเปลี่ยน จัดโครงสร้างองค์กร รูปแบบธุรกิจใหม่ให้สอดคล้องกับทิศทางในอนาคต

ในส่วนของ Resilience กลุ่ม ปตท.ได้ตัดลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นทั้งกลุ่มรวมกันปีนี้ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เฉพาะ ปตท.ประมาณ 6,000 ล้านบาท และเน้นแผนเพิ่มประสิทธิภาพทั้งกลุ่มได้อีกกว่า 1 หมื่นล้านบาท

นายอรรถพลกล่าวต่อไปว่า ส่วน Restart ขณะนี้กลุ่ม ปตท.ได้กลับมาทำงานตามปกติแล้ว 90% ที่เหลือเป็นการ Work From Home ดังนั้น ปตท.จึงอยากจะ Restart ประเทศ โดยมีการจ้างงานเด็กจบใหม่และแรงงานราว 2.5 หมื่นอัตราเพื่อเป็นการสร้างงาน สร้างรายได้กระตุ้นเศรษฐกิจประเทศด้วย รวมทั้ง ปตท.เตรียมมีโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศให้พนักงานกลุ่ม ปตท. โดย ปตท.กับพนักงานจะออกค่าใช้จ่ายคนละ 50% เพื่อจูงใจให้มีการออกไปท่องเที่ยวในจังหวัดห่างไกล

สำหรับ Re-imagination มองว่าพลังงานจะมุ่งไปสู่ go green หรือพลังงานสีเขียว ต้องเกิดขึ้นแน่ไม่ว่าจะมีโควิดหรือไม่ก็ตาม โดยการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งถ่านหินและน้ำมันจะลดลงแล้วหันไปใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น โดยก๊าซธรรมชาติยังมีความสำคัญเพราะเป็นพลังงานช่วงเปลี่ยนผ่านไปพลังงานหมุนเวียน และกระแส go electric ไปสู่พลังงานไฟฟ้าเกิดเร็วขึ้น เช่นการใช้รถ EV เพิ่มมากขึ้น

ทำให้กลุ่ม ปตท.มีการปรับพอร์ตธุรกิจใหม่เพื่อรองรับเทรนด์โลก เริ่มจากธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (E&P) ทางบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ต้องเน้นการลงทุนหรือเข้าประมูลในแหล่งก๊าซฯ เป็นหลัก รวมทั้งบริหารต้นทุนการผลิตต่อหน่วยต่ำจากเดิมอยู่ที่ 30 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ต้องปรับลดให้ต้นทุนต่อหน่วยอยู่ที่ 25 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

ส่วนธุรกิจก๊าซฯ ใน ปตท.ก็ต้องปรับตัวมองแผนการทำตลาดต่างประเทศมากขึ้น จากเดิมทำตลาดก๊าซฯ ในไทย โดยดูทั้ง LNG Value chain เพื่อก้าวมามีบทบาทในฐานะหนึ่งในผู้เล่นภูมิภาคนี้

พร้อมทั้งจับมือกันในกลุ่ม ปตท. ทั้ง ปตท.สผ. บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) และ ปตท.เพื่อลงทุนตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ เริ่มจากการผลิตก๊าซฯ ไปถึงการนำไปผลิตไฟฟ้าภายใต้โครงการ Gas to Power

ส่วนธุรกิจการกลั่นจะต้องเป็นโรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยใช้แนวคิด LAST MAN STANDING จึงเป็นเหตุผลให้ บมจ.ไทยออยล์ต้องลงทุนโครงการพลังงานสะอาด (CFP) วงเงิน 4.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนธุรกิจปิโตรเคมีเชื่อมั่นว่ายังโตต่อไปได้จากความต้องการใช้ที่เพิ่มสูงขึ้น เน้นการผลิตพลาสติกเกรดพิเศษที่มีมูลค่าเพิ่ม

สำหรับธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกก็ต้องปรับตัวเน้นขายแบรนด์ โดยให้ PTT station เป็นศูนย์รวมชุมชน โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วม ไม่เน้นว่าการเข้าปั๊มต้องมาเติมน้ำมันเท่านั้น

ธุรกิจไฟฟ้าก็หันมารุกโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ซึ่งรวมไปถึงโรงไฟฟ้าพลังน้ำก็ถือเป็นหนึ่งในพลังงานหมุนเวียนด้วย โดยจะต้องมีการปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่มความคล่องตัว อาจจะจัดตั้งทีมขึ้นมาดูแล

นายอรรถพลกล่าวว่า ส่วน New S-Curve จะเป็นการลงทุนนอกเหนือพลังงาน โดยจะวางงบลงทุนในธุรกิจใหม่ไว้ 10% ของงบลงทุนรวม อาทิ ธุรกิจยา ล่าสุด ปตท.จับมือองค์การเภสัชกรรมตั้งโรงงานผลิตยาต้านมะเร็งในไทย

“ในปีนี้กลุ่มธุรกิจพลังงานได้รับผลกระทบมาตั้งแต่สงครามราคาน้ำมันระหว่างซาอุดีอาระเบียกับรัสเซีย ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบร่วงจาก 60 เหรียญสหรัฐมาอยู่ที่ 30 เหรียญสหรัฐเมื่อต้นปีนี้ หลังจากนั้นได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์ประเทศเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันลดลง กดดันให้ราคาน้ำมันดิบปรับลดต่ำลงอีก แต่เมื่อมีการคลายมาตรการล็อกดาวน์ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในปัจจุบัน ซึ่งสาเหตุที่ราคาน้ำมันไม่กลับสู่ระดับ 60 เหรียญสหรัฐเหมือนต้นปีนี้เนื่องจากความต้องการใช่น้ำมันโลกปรับลดลง 10% จากเดิมที่โลกใช้น้ำมัน 100 ล้านบาร์เรล/วัน เหลือเพียง 90 ล้านบาร์เรล/วัน ดังนั้นมองว่าปีนี้น้ำมันอยู่ที่ 40 กว่าเหรียญสหรัฐ/บาร์เรล”
กำลังโหลดความคิดเห็น...