xs
xsm
sm
md
lg

กรมเจรจาฯ ดัน “ชาไทย” ใช้เอฟทีเอทำตลาดต่างประเทศ

เผยแพร่:



กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศผลักดัน “ชาไทย” ใช้จุดแข็งเป็นสินค้าอินทรีย์ เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างโอกาสในการทำตลาดทั้งในและต่างประเทศ พร้อมแนะใช้เอฟทีเอสร้างโอกาสในการขยายตลาด หลังคู่เจรจาส่วนใหญ่ไม่เก็บภาษีนำเข้าจากไทยแล้ว ทั้งชาเขียว ชาดำ และผลิตภัณฑ์ชา
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยหลังลงพื้นที่สำรวจศักยภาพเกษตรกรและผู้ประกอบการชาเชียงราย การดำเนินงานของศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน และการสัมมนา “โอกาสของชาไทยในยุคการค้าเสรี” ระหว่างวันที่ 12-14 ก.ย. 2563 ที่ผ่านมาว่า ปัจจุบันชาเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของโลก แต่สำหรับไทยมีอัตราการบริโภคชาไม่สูงมากนัก เฉลี่ย 0.93 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ขณะที่ชาวอังกฤษบริโภคเฉลี่ย 2.74 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ชาวฮ่องกงบริโภคเฉลี่ย 1.42 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ไทยจึงควรส่งเสริมให้ผู้บริโภคหันมาดื่มชาเพิ่มขึ้น โดยใช้จุดขายเรื่องสินค้าอินทรีย์และสรรพคุณเพื่อสุขภาพ ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ตามรสนิยมผู้บริโภคในลักษณะ DIY รวมถึงเพิ่มช่องทางการขาย เพื่อให้ตลาดชาในไทยมีโอกาสการเติบโต รวมถึงการส่งออกไปตลาดต่างประเทศ
ปัจจุบันไทยสามารถปลูกชาในระดับอุตสาหกรรมได้ เนื่องจากไร่ชาภาคเหนือมีจำนวนมาก และที่ผ่านมามีการผลิตเพื่อส่งขายจีนเป็นวัตถุดิบ รวมถึงชาสำเร็จรูปส่งออกไปไต้หวัน และชาราคาเกรดทั่วไปส่งขายให้กับร้านชาในประเทศ ดังนั้น อุตสาหกรรมชาไทยจึงเป็นลักษณะรับจ้างผลิต หรือโออีเอ็มเป็นส่วนใหญ่ แต่ปัจจุบันเริ่มมีการสร้างแบรนด์สินค้าชาของคนไทยขึ้นมาและมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้น จึงมีโอกาสในการขยายตลาดได้เพิ่มขึ้น
สำหรับการทำตลาดต่างประเทศ สินค้าชาไทยสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่ไทยทำกับประเทศคู่ค้าได้ โดยสินค้าชาเขียว ไทยสามารถส่งออกโดยไม่เสียภาษีนำเข้าในอาเซียน 8 ประเทศ ยกเว้นเมียนมา จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และชิลี สินค้าชาดำ สามารถส่งออกโดยไม่เสียภาษีนำเข้าในอาเซียน 9 ประเทศ จีน เกาหลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และชิลี และผลิตภัณฑ์ชาสามารถส่งออกโดยไม่เสียภาษีนำเข้าในอาเซียน 9 ประเทศ จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และชิลี
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2558-2562) ไทยส่งออกชาเขียว เฉลี่ย 979.6 ตันต่อปี มูลค่าเฉลี่ย 6.34 ล้านเหรียญสหรัฐ ชาดำ เฉลี่ย 1,401.7 ตันต่อปี มูลค่าเฉลี่ย 6.2 ล้านเหรียญสหรัฐ และชาสำเร็จรูป เฉลี่ย 9.1 ตันต่อปี มูลค่าเฉลี่ย 22.5 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยตลาดส่งออกสำคัญ คือ กัมพูชา สัดส่วน 31% เมียนมา 20% และสหรัฐฯ 18%
ทั้งนี้ ปี 2562 ไทยส่งออกชาเขียว 1,057.7 ตัน มูลค่า 9.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดหลัก คือ อินโดนีเซีย สัดส่วน 38% เนเธอร์แลนด์ 12% และมาเลเซีย 9% ส่งออกชาดำ 2,256 ตัน มูลค่า 9.6 ล้านเหรียญสหรัฐ มีตลาดหลักคือ อินโดนีเซีย สัดส่วน 40% สหรัฐฯ 18% และกัมพูชา 14% และส่งออกชาสำเร็จรูป 7,032.3 ตัน มูลค่า 24.5 ล้านเหรียญสหรัฐ มีตลาดหลัก คือ กัมพูชา สัดส่วน 31% เมียนมา 20% และสหรัฐฯ 18% และในช่วง 7 เดือนของปี 2563 (ม.ค.-ก.ค.) ไทยส่งออกชาเขียว 492.9 ตัน มูลค่า 4.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 17.92% ส่งออกชาดำ 601.8 ตัน มูลค่า 2.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 45.54%) และส่งออกชาสำเร็จรูป 4,971.1 ตัน มูลค่า 19.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 47.77%
กำลังโหลดความคิดเห็น...