xs
xsm
sm
md
lg

ไม่ต้องรอ 5G ‘ดีแทค’ ให้ลูกค้าใช้เน็ตความเร็วสูงบนโครงข่ายเดิมได้ทันที

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ดีแทค เปิดแผนลุย 5G ปีนี้ ที่เตรียมลงทุนขยายโครงข่ายบนคลื่น 26 GHz และ 700 MHz ทันทีที่คลื่นพร้อมใช้งาน ประกาศขยายสถานีฐาน 2300 MHz พร้อมลงทุนเทคโนโลยีใหม่ให้ลูกค้าได้ความเร็วเพิ่มขึ้น 3 เท่า โดยไม่ต้องรอดีไวซ์ที่รองรับ 5G พร้อมขยายบริการใหม่อย่าง dtac@Home ในการให้บริการฟิกซ์ไวเลสบรอดแบนด์ภายในครึ่งปีแรก เครือข่ายในองค์กร และการให้บริการคอนเทนต์ร่วมกับพันธมิตร

นายชารัด เมห์โรทรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า ปัจจุบันดีแทค มีคลื่นความถี่ที่ครอบคลุม และรองรับการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความถี่ต่ำทั้ง 700 MHz และ 900 MHz ที่ให้ความครอบคลุมในการให้บริการ คลื่นความถี่ย่านกลาง 1800 MHz, 2100 MHz และ 2300 MHz ที่ช่วยให้ทำความเร็วในการเชื่อมต่อได้ และคลื่นความถี่สูง 26 GHz ที่จะเข้ามาช่วยขยายปริมาณที่รองรับในการใช้งาน

“ในมุมของดีแทค คลื่น 26 GHz จะเป็นคลื่นที่สร้างประสบการณ์ที่แตกต่างมากที่สุดในการให้บริการ 5G ที่จะทำให้ลูกค้าได้ความเร็วในการใช้งานที่แตกต่างจากเดิม เพียงแต่ 5G ถือเป็นเทคโนโลยีที่ยังใหม่ ดีไวซ์ต่างๆ ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาทำให้ดีแทคจะเร่งพัฒนาโครงข่าย 4G ให้รองรับการใช้งานที่เร็วขึ้นระดับเดียวกับโครงข่าย 5G”

ในมุมมองของดีแทค มองว่าการเปิดให้บริการ 5G ไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุดในเวลานี้ เพราะสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการคือประสบการณ์ในการใช้งานเครือข่ายที่ดี เพราะเมื่อเป็นการใช้งาน 5G บนสมาร์ทโฟน สิ่งที่เกิดขึ้นคือแทบไม่มีความแตกต่างจาก 4G ที่ให้ความเร็วได้สูงอยู่แล้ว

ด้วยการลงทุนขยายโครงข่ายที่ให้บริการ TDD 2300 MHz จาก 17,000 สถานีฐาน เป็น 20,000 สถานีฐานภายในปีนี้ และมีแผนที่จะทำให้ลูกค้าได้ความเร็วในการใช้งานได้ดีขึ้น 3 เท่า (บนสมาร์ทโฟนที่รองรับ) ด้วยการนำเทคโนโลยี Ultra-high-capacity Massive MIMO technology มาติดตั้งทั่วไทย

ขณะที่คลื่น 26 GHz และ 700 MHz ดีแทค เตรียมพร้อมให้บริการ 5G ภายในปีนี้ ด้วยการนำคลื่น 26 GHz มาให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในรูปแบบของฟิกซ์บรอดแบนด์ เสริมจาก dtac@home ที่ปัจจุบันให้บริการอยู่บนคลื่น 2300 MHz ส่วนอนาคตจะต้องรออีโคซิสเตมส์ และอุปกรณ์ที่รองรับ ส่วนคลื่น 700 MHz เมื่อคลื่นความถี่พร้อมนำมาให้บริการ ก็พร้อมที่จะลงทุนเพื่อเตรียมพร้อมให้บริการ 5G ทันที

***เดินหน้าตาม ‘เกม’ ที่วาง

นายชารัด กล่าวต่อว่า แต่ละโอเปอเรเตอร์มีแนวทางในการทำตลาด และมีกลยุทธ์ที่เตรียมไว้ ซึ่งดีแทค ยืนยันว่าการพัฒนาโครงข่ายทั้งหมดนี้ เพียงพอที่จะรองรับการเติบโตในแง่การใช้งานของลูกค้าแน่นอน อย่างในแง่ของการประมูลคลื่น 5G ทุกคนรับรู้ว่าคลื่น 26 GHz สามารถทำความเร็วได้สูงสุด โดยเฉพาะช่วงคลื่นที่ดีแทคเลือกคือช่วงที่สูงที่สุด ซึ่งถือว่าตามแผนที่วางไว้เพื่อใช้งานในอนาคต และคลื่นความถี่นี้เป็นมาตรฐานเดียวกับเยอรมนี อังกฤษ สเปน ฝรั่งเศส และประเทศอื่นๆ อีกมากมาย

“26 GHz เป็นคลื่นเดียวที่สามารถขยายความเร็วในการใช้งานได้ไม่แตกต่างจากไฟเบอร์ ทำให้ดีแทคให้ความสำคัญกับคลื่นนี้เป็นพิเศษ และที่ผ่านมาดีแทคได้ปรับเปลี่ยนคอร์เน็ตเวิร์ก ให้รองรับการเชื่อมต่อในระบบเวอร์ชวลไลเซชัน และ 95% ของสถานีฐานในปัจุจบันมีการลากสายไฟเบอร์เข้าถึงทำให้สามารถให้บริการความเร็วสูงได้”

ประกอบกับพฤติกรรมของลูกค้าปัจจุบันต้องการความสะดวกสบาย ความต่อเนื่องของประสบการณ์ในการใช้งาน จนถึงการใช้งานวิดีโอสตรีมมิ่งที่ต้องการความเร็วในการใช้งานดาต้ามากขึ้น โดยปริมาณการใช้งานเฉลี่ยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 8 GB ต่อเดือน ในปี 2018 มาเป็น 11 GB ต่อเดือนในปี 2019 และคาดว่าในปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 16 GB ต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้นราว 50%

“เราจะไม่หยุดพัฒนา...ทุกแห่งหนเพื่อทุกคนในปี 2563 และต่อไป ภายใต้การเชื่อมต่อสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคุณ” คือแนวทางหลักของดีแทคในปีนี้

“ดีแทค ทำงานต่างจากโอเปอเรเตอร์รายอื่นๆ ที่เน้นสิ่งที่มีความสำคัญกับลูกค้ามากที่สุด ทำให้ในปีนี้ ดีแทค จะเดินภายใต้ 3 แนวทางหลักคือ 1.พัฒนาและปรับปรุง เพื่อประสบการณ์ลูกค้า 2.เพิ่มความแข็งแกร่งของโครงข่าย และ 3.เตรียมความพร้อมสู่อนาคต ภายใต้การนำเสนอแบรนด์ให้เรียบง่าย ซื่อตรง เข้าใจลูกค้า พร้อมกับนำการใช้งานของลูกค้ามาปรับปรุงการใช้งานที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลของลูกค้า และการนำเสนอโซลูชันที่ใช้งานได้จริงสำหรับลูกค้าในกลุ่มองค์กรธุรกิจ”

***เปิดตัวมาสคอต รับ 5G

อีกหนึ่งความน่าสนใจในการเปลี่ยนแปลงหลังเข้ามารับตำแหน่ง ซีอีโอ ของ ชารัด คือเป็นครั้งแรกที่ดีแทค เปิดตัว ‘มาสคอต’ ใหม่ที่จะมาช่วยสื่อให้เห็นถึงความเรียบรง่าย ซื่อตรง เข้าใจลูกค้า โดยจะเปิดให้ทุกคนช่วยตั้งชื่อ มาสคอต ใหม่นี้ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ก่อนประกาศชื่ออย่างเป็นทางการในวันที่ 10 มีนาคม 2563


กำลังโหลดความคิดเห็น...