xs
xsm
sm
md
lg

อสังหาฯ ให้เช่าทางรอดตลาดเมืองท่องเที่ยว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:

พนม กาญจนเทียมเท่า
การท่องเที่ยวประเทศไทยแม้ว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจทั้งไทยและเศรษฐกิจโลกชะลอตัว เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวไม่ได้ลดลงกว่าปีที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอาจส่งผลกระทบต่อการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยได้ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่เงินบาทแข็งค่า ดังนั้นการพัฒนาอสังหาฯเมืองท่องเที่ยวจึงต้องมีความระมัดระวัง ศึกษาตลาดอย่างรอบคอบ เพราะแต่ละเมืองกลุ่มผู้ซื้อจะมีรูปแบบการซื้ออสังหาฯที่แตกต่างกันออกไป

นายพนม กาญจนเทียมเท่า กรรมการผู้จัดการ บริษทไนท์ แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในเมืองท่องเที่ยวของไทยยังไปได้เรื่อยๆ ช้าๆ ยังขายได้เรื่องๆไม่หวือหวา และไม่ได้อยู่ในภาวะโอเวอร์ซัพพลาย ซึ่งการลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเมืองท่องเที่ยวจะต้องมีเลือกรูปแบบสินค้าและทำเลที่ตั้งให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มผู้ซื้อที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยกลุ่มลูกค้าที่ยังคงมีการซื้ออย่างต่อเนื่องในปัจจุบันคือกลุ่มที่ซื้อเพื่อการลงทุน ต้องการผลตอบแทน ซึ่งโครงการที่พัฒนาเพื่อรองรับการปล่อยเช่า มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม มีการบริหารงานโดยเชนโรงแรม การันตีผลตอบแทน 6-7% ให้เจ้าของสามารถได้เข้าพักในห้องของตนเองปีละ 20-30 วัน จึงจะยังมียอดขายที่ดี โดยคอนโดมิเนียมที่ยังขายได้จะเป็นห้องขนาด 1 ห้องนอนราคา 2-3 ล้านบาท ขนาด 2 ห้องนอน ราคา 4-5 ล้านบาท

หากพิจารณาตามหัวเมืองท่องเที่ยวจะพบว่า ภูเก็ตถือเป็นเมืองที่ตลาดอสังหาฯมีการเติบโตที่ดี มีกลุ่มผู้ซื้อทั้งจากชาวไทยและต่างชาติ โดยชาวต่างชาติก็จะมีหลากชาติ ซึ่งแม้ว่าตลาดชาวจีนจะลดลงไปอย่างมากในกรุงเทพ ยุโรป รัสเซีย ฮ่องกง จีน โดยตลาดบ้านระดับราคา 10-20 ล้านบาทไม่ติดทะเลยังขายได้ต่อเนื่องแบบเรื่อยๆไม่หวือหวา ส่วนบ้านระดับซุปเปอร์ลักชัวรี่ราคามากกว่า 1 ล้านเหรียญดอลลาห์สหรัฐเนื่องจากสินค้าในตลาดมีน้อย สินค้าใหม่แทบไม่มีมาเพิ่มในตลาดทำให้สินค้าที่มีอยู่ในตลาดถูกขายออกไปได้ ขณะที่คอนโดมิเนียมเพื่อการลงทุนยังได้รับความสนใจทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ตลาดพัทยานับว่าเป็นตลาดที่ได้รับความนิยมจากต่างชาติอีกตลาด เนื่องจากในอนาคตจะเป็นเมืองที่มีคมนาคมครบครันทั้งรถไฟฟ้าความเร้วสูง สนามบินอูตะเภา เดินทางไม่ไกลจากกรุงเทพ กลุ่มผู้ซื้อส่วนใหญ่เป็นต่างชาติทำให้โควต้าของชาวต่างชาติเต็ม 49% ซึ่งปัญหาใหญ่ของตลาดคอนโดฯพัทยา คือ สัดส่วน 51% ของชาวไทยที่ยังขายไม่ได้ ทำให้มีสต๊อกคงค้างเหลือในตลาดจำนวนมาก อย่างไรก็ตามโครงการที่พัฒนาออกมาใหม่หลายโครงการได้ปรับรูปแบบเน้นเพื่อการลงทุน ให้ผลตอบแทนเพื่อดึงดูดกลุ่มผู้ซื้อ

“ปัญหาของสต๊อกคอนโดฯที่ค้างอยู่ในตลาดพัทยาจำนวนมากคือสัดส่วนของผู้ซื้อคนไทยที่ขายไม่ได้ ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องหาวิธีในการระบายสินค้า บางรายนำไปปล่อยเช่าซึ่งก็ไม่ได้ง่ายนัก แต่การจะนำคอนโดฯมาปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นปล่อยเช่าเหมือนโรงแรมทำได้อยากเพราะไม่ได้สร้างให้เป็นอาคารสาธารณะที่มีระบบรักษาความปลอดภัยเช่นโรงแรม มีบันใดหนีไฟที่กว้างตามมาตรฐานโรงแรม ดังนั้นสต๊อกคอนโดฯเก่าจึงต้องขายในรูปแบบเดิมต่อไป” นายพนมกล่าว

หัวหิน ตลาดหลักของหัวหิน 90% เป็นคนกรุงเทพไปซื้อ เมื่อเศรษฐกิจไม่ดีกลุ่มลูกค้าจึงเลือกที่จะไม่ซื้อในอสังหาฯที่ไม่จำเป็น ตลาดชะลอตัวมาก่อนหน้านี้และปัจจุบันยังอยู่ในภาวะทรงตัว แต่เนื่องจากสินค้าใหม่ที่เข้ามาในตลาดมีจำนวนน้อยมาก ทำให้สต๊อกในตลาดค่อยระบายออกไปจนทำดีมานด์ซัพพลายเริ่มเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น

“กลุ่มผู้ซื้อชาวจีนแม้ว่าจะซื้อคอนโดฯในกรงเทพลดลงเกือบ 70% จากปัญหาเศรษฐกิจในจีนเอง ค่าเงินหยวนต่ำ ในขณะที่เงินบาทแข็งค่า ทำให้นักลงทุนไปลงทุนในประเทศอื่นที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงกว่า อย่างไรก็ตามนักลงทุนจีนยังคงสนใจที่จะลงทุนในตลาดเมืองท่องเที่ยวของไทยทั้งภูเก็ตและพัทยารวมถึงเชียงใหม่” นายพนมกล่าว
ภัทรชัย ทวีวงศ์
ต่างชาติแห่ซื้อคอนโดฯเมืองท่องเที่ยว
นายภัทรชัย ทวีวงศ์ รองอำนวยการ ฝ่ายวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งแรกปี 2562 ที่ผ่านมา ตลาดคอนโดมิเนียมเมืองท่องเที่ยวสำคัญทั่งประเทศไทยส่วนใหญ่ยังคงคึกคักและค่อนข้างได้รับความสนใจจากกลุ่มนักลงทุนชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ จ. ภูเก็ต และ พัทยา ซึ่งเป็นทำเลที่พบว่า โครงการส่วนใหญ่ที่อยู่ระหว่างการขายคึกคักไปด้วยนักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะนักลงทุนจีน ที่กระจายไปทั่วพื้นที่ในประเทศไทย แทบทุกสำนักงานขายต่างเนื่องแน่นไปด้วยกลุ่มนักลงทุนเหล่านี่ ส่งผลให้ โครงการคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างการขายในปัจจุบัน ในส่วน 49% ของโควตาที่ชาวต่างชาติถือครองกรรมสิทธิ์ได้เต็มแทบทุกโครงการ

ปัญหาในขณะนี้คือ โควตา 51% ในส่วนของชาวไทยยังเหลือขาย ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องคิดหากลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อให้สามารถระบายสต๊อกในส่วนนี้ออกไปให้ได้มากที่สุด กลุ่มผู้ซื้อต่างชาติแม้จะลดลงบ้างแต่ยังมีการซื้อต่อเนื่อง โดยเฉพาะชาวจีนที่มีเอเยนต์ดึงนักลงทุนไปซื้อในเมืองท่องเที่ยวอื่นๆเช่น หัวหิน ชะอำ

ในช่วงครึ่งแรกปี 2562 ที่ผ่านมา ตลาดคอนโดมิเนียมเมืองท่องเที่ยวสำคัญทั่งประเทศไทยส่วนใหญ่ยังคงคึกคักและค่อนข้างได้รับความสนใจจากกลุ่มนักลงทุนชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ จ. ภูเก็ต และ พัทยา ซึ่งเป็นทำเลที่พบว่า โครงการส่วนใหญ่ที่อยู่ระหว่างการขายคึกคักไปด้วยนักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะนักลงทุนจีน ที่กระจายไปทั่วพื้นที่ในประเทศไทย แทบทุกนักนักงานขายต่างเนื่องแน่นไปด้วยกลุ่มนักลงทุนเหล่านี่ ส่งผลให้ โครงการคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างการขายในปัจจุบัน ในส่วน 49% ของโควตาที่ชาวต่างชาติถือครองกรรมสิทธิ์ได้เต็มแทบทุกโครงการ สำหรับภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมเมืองท่องเที่ยว 8 ทำเลหลักในประเทศไทย ณ สิ้น ครึ่งแรก ปี 2562 พบว่า มีอุปทานที่อยู่ระหว่างการขายทั้งหมดประมาณ 120,047 ยูนิต โดยพบว่า อยู่ในพื้นที่พัทยามากที่สุดที่ประมาณ 65,968 ยูนิต หรือคิดเป็น 54.7% ของอุปทานที่อยู่ระหว่างการขายทั้งหมด รองลงมา คือในพื้นที่ จ. ภูเก็ตที่ประมาณ 19,767 ยูนิต หรือคิดเป็น 16.5% และในพื้นที่ อ. ชำอำที่ประมาณ 13,533 ยูนิต หรือคิดเป็น 11.3% ของอุปทานที่อยู่ระหว่างการขายทั้งหมด โดยพบว่าในแต่ละทำเลก็จะมีกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน เช่น ในพื้นที่ชะอำ หัวหิน เชียงใหม่ หรือ เขาใหญ่ กลุ่มลูกค้าหลักยังคงกลุ่มลูกค้าชาวไทย ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาก็พบว่า มีกำลังซื้อต่างชาติบ้าง โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนชาวจีน ที่สนใจเข้าลงทุนในตลาดคอนโดมิเนียมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไปในพื้นที่ แต่กลุ่มลูกค้าหลักก็ยังคงเป็นคนไทย

ในพื้นที่พัทยาพบว่า ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าหลักคือกลุ่มนักลงทุนชาวจีนที่เข้ามาเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของตลาด นอกจากนี่ยังมีกลุ่มลูกค้าโซนยุโรปอีกด้วย สำหรับภูเก็ตปัจจุบันพบว่า กลุ่มลูกค้าชาวจันก็กลายมาเป็นกลุ่มลูกค้าหลักในพื้นที่ ซึ่งในช่วงกว่า 1 ปีที่ผ่านมา พบว่า มีการเหมาซื้อแบบยกอาคารในหลายโครงการของกลุ่มลูกค้าชาวจีนในหลายพื้นที่ของเกาะภูเก็ต นอกจากนี่ยังมีนักลงทุนจากฝรั่งเศส หรือแม้กระทั้งยูเครน ก็สนใจเข้าลงทุนในตลาดคอนโดมิเนียมในเกาะภูเก็ตเป็นจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับอัตราการขาย ณ ช่วงครึ่งแรก ปี 2562 พบว่า จากอุปทานที่อยู่ระหว่างการขายทั้งหมดประมาณ 120,047 ยูนิต ขายไปแล้วประมาณ 87,856 ยูนิต หรือคิดเป็น 73% และมีหน่วยเหลือขายในตลาดทั้งหมดอีกประมาณ 32,191 ยูนิต หรือประมาณ 26.8% จากอุปทานที่อยู่ระหว่างการรายขายทั้งหมด ซึ่งพบว่า ในพื้นที่หัวหิน มีอัตราการขายคอนโดมิเนียมที่สูงที่สุดที่ประมาณ 89% และปัจจุบันมีอุปทานเหลือขายในตลาดแค่ประมาณ 400 กว่ายูนิต เท่านั้น ซึ่งผู้ประกอบการรายใหญ่จากส่วนกลางยังคงเข้าไปพัฒนาโครงการใหม่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่องและยังคงได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างดี รองลงมาคือในพื้นที่ ปราณบุรีที่มีอัตราการขายอยู่ที่ประมาณ 87% เนื่องจากปัจจุบันพบว่ามีอุปทานทั้งหมดที่อยู่ระหว่างการขายในพื้นที่ปราณบุรีเพียงแค่ 323 ยูนิต เท่านั้น

รองลงมาคือในพื้นที่ จ. ระยองที่อัตราการขายที่ประมาณ 84% และจากข้อมูลพบว่าในพื้นที่เขาใหญ่ เป็นพื้นที่ที่มีอัตราการขายต่ำที่สุดที่ประมาณ 69% จากอุปทานที่อยู่ระหว่างการขายทั้งหมด 4,485 ยูนิต ซึ่งตลาดคอนโดมิเนียมในเขาใหญ่ส่วนใหญ่กลุ่มลูกค้าคือกำลังซื้อชาวไทยที่ต้องการคอนโดตากอากาศไว้พักผ่อนในช่วงฤดูหนาว ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาที่โครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่เพียงแค่ 161 ยูนิตเท่านั้น และหลายโครงการที่อยู่ระหว่างการขายเป็นโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ แต่ยังมียูนิตเหลือขาย ซึ่งทำเลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับตลาดคอนโดมิเนียมในพื้นที่เขาใหญ่ คือ โซนเขาใหญ่ - วังน้ำเขียว ซึ่งทำเลดังกล่าวเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากสำหรับกลุ่มลูกค้าระดับบนที่ต้องการคอนโดมิเนียมในพื้นที่เขาใหญ่ซึ่งพบว่า บางโครงการมีระดับราคาที่สูงกว่า 150,000บาท / ตารางเมตร เปิดขายในพื้นที่และได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างดี

พัทยาคอนโดฯค้างสต๊อกอื้อ 18,000 ยูนิต
สำหรับภาพรวมของตลาดคอนโดมิเนียมในพัทยา พบว่า ยังคงมีอุปทานที่ก่อสร้างแล้วเสร็จก่อนหน้านี้เหลือขายอยู่ในตลาดอีกเป็นจำนวนมาก ณ ครึ่งแรกปีพ.ศ.2562 แม้ว่าอัตราการขายเฉลี่ยในตลาดคอนโดมิเนียมพัทยาจะอยู่ที่ประมาณ 72% แต่ก็ยังมีคอนโดมิเนียมเหลือขายอยู่ในตลาดอีกมากกว่า 18,000 ยูนิต ในทุกพื้นที่ของตลาดคอนโดมิเนียมเมืองพัทยากำลังซื้อของต่างชาติโดยเฉพาะจากกลุ่มผู้ซื้อชาวจีน และชาติในกลุ่มเอเชีย กลายเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของตลาดคอนโดมิเนียมในพัทยา ที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่พยายามที่จะดึงดูดลูกค้าต่างชาติเหล่านี่ให้มาลงทุนในโครงการตนเองผ่านทางเอเจนซี่ในพื้นที่และเอเจนซี่จากกรุงเทพมหานคร ทดแทนกำลังซื้อคนไทยที่ชะลอตัวลงทั้งจากภาพรวมเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงขาลง รวมถึงผลกระทบจากมาตรการ LTV หลักเกณฑ์ใหม่ที่ทำให้กำลังซื้อในส่วนที่ลูกค้าที่ต้องการคอนโดมิเนียมไว้สำหรับการพักผ่อนเป็นบ้านหลังที่ 2 ชะลอการตัดสินใจซื้ออกไป แต่พบว่าจากกำลังซื้อต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีนที่เข้ามาเป็นจำนวนมากสำหรับตลาดคอนโดมิเนียมในพัทยาในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้โควต้าต่างชาติของโครงการคอนโดมิเนียมส่วนใหญ่ในพัทยาเต็ม 49% ในทุกพื้นที่ เหลือแค่บางโครงการในพื้นที่จอมเทียนและนาจอมเทียนเท่านั้น
จีนเหมาซื้อคอนโดฯภูเก็ต

ภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมในจังหวัดภูเก็ตซึ่งถือว่าเป็นคอนโดมิเนียมเมืองท่องเที่ยวในประเทศไทยในปัจจุบันที่ร้อนแรงที่สุด พบว่า จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าเข้ามาในจังหวัดภูเก็ตสูงถึง 14,383,348 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากในปี 2561 ที่ประมาณ 14,012,863 ประมาณ 2.64% และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวกกว่า 477,324.35 ล้านบาท จำแนกเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงถึงกว่า 10,328,952 ล้านคน และสำหรับในช่วงครึ่งปีแรก ปี 2562 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในจังหวัดภูเก็ตแล้วกว่า 8,253,896 ล้านคน เพิ่มขึ้นประมาณ 0.46% จากในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า จำแนกเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงถึง 6,168,883 ล้านคน ซึ่งยังคงเพิ่มขึ้นจากในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้ากว่า 4,858 คน คิดเป็น 0.07%

จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ตลาดคอนโดมิเนียมในพื้นที่ จ . ภูเก็ตในช่วงที่ผ่านมายังคงคึกคักอย่างต่อเนื่อง อานิสงค์จากการเติบโตของการท่องเที่ยวและแผนการพัฒนาโครงการพื้นที่ฐานอีกหลายโครงการจากภาครัฐและภาคเอกชนใน จ. ภูเก็ตที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง1-2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ตลาดคอนโดมิเนียม ในช่วงครึ่งแรก ปี พ.ศ.2562 มีแนวโน้นที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันปิดการขายไปแล้วกว่า 70.8% จากหน่วยที่อยู่ระหว่างการขายทั้งหมด และยังคงมีกลุ่มนักลงทุนจากต่างชาติสนใจลงทุนคอนโดมิเนียมในจังหวัดภูเก็ต โดยทำเลที่ขายดีส่วนใหญ่จะอยู่ใน หาดสุรินทร์ กมลา บางเทา ในหาญ ราไวย์ และบริเวณโดยรอบศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล ภูเก็ต ถือว่าเป็นทำเลที่โดดเด่นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมาของตลาดคอนโดมิเนียมในจังหวัดภูเก็ต โดยโครงการทั้ง 6 ทำเลดังกล่าวเน้นการขายแบบการรันตีค่าเช่า ซึ่งส่วนใหญ่ทุกโครงการ มียอดขายในส่วนของต่างชาติ 49% ค่อนข้างจะเต็มทุกโครงการ แต่หากมีลูกค้าชาวต่างชาติสนใจเพิ่มเติมก็จะขายแบบเช่าระยะยาวแบบ 30 + 30 + 30 ปี เพื่อเป็นการเปิดโอกาสการขายที่เพิ่มขึ้นสำหรับกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาพบว่า มีกลุ่มลูกค้าจากจีนและฝรั่งเศสเป็นจำนวนมากที่สนใจซื้อคอนโดมิเนียมในจังหวัดภูเก็ตแบบยกตึก โดยเฉพาะในคอนโดมิเนียมในใกล้ชายหาดในทำเล ราไวย์ ในหาญ บางเทา และกมลา

สำหรับตลาดคอนโดมิเนียมในพื้นที่ชะอำถือว่ายังอยู่ในช่วงชะลอตัว พบว่ายังคงมีอุปทานที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและอยู่ระหว่างการก่อสร้างคงค้างเหลือขายอีกกว่า 3,200 ยูนิตในพื้นที่ ส่งผลให้ผู้ประกอบการยังคงชะลอตัวในส่วนของการเปิดตัวโครงการใหม่ เพื่อระบายสต็อกคงค้างที่ถือว่าเป็นปัญหาที่น่าหนักใจของผู้ประกอบการ ซึ่งพบว่าในช่วงครึ่งแรกของปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการบางราย มีการนำยูนิตที่เหลือขายของโครงการให้เอเจนซี่ในพื้นที่และเอเจนซี่จากกรุงเทพฯ ช่วยขายเพื่อเป็นการระบายสต็อกผลปรากฏว่า สามารถระบายสต็อกได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี่ยังพบว่ามีบางโครงการนำยูนิตที่เหลือขายทั้งหมดมาลดราคาและขายให้แก่นักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเพื่อนำไปขายต่อแก่กลุ่มลูกค้าต่างชาติที่สนใจ ซึ่งบางโครงการมีการนำยูนิตที่เหลือขายเกือบ 30% ของโครงการขายให้กับนักลงทุนชาวจีน ในราคาที่ต่ำลงเพื่อเป็นการระบายสต็อกคงค้างออกไป ส่งผลให้ตลาดคอนโดมิเนียมในพื้นที่ชะอำเป็นที่สนใจของกลุ่มลูกค้าต่างชาติโดยเฉพาะ ลูกค้าจากจีนเพิ่มขึ้น และบางโครงการสามารถปิดการขายกำลังซื้อต่างชาติไปได้กว่า 10% แต่หากเป็นกลุ่มลูกค้าและนักลงทุนจากจีนจะต้องเป็นโครงการที่สามารถซื้อและโอนเงินได้ง่ายส่วนใหญ่จะเป็นคอนโดมิเนียมในระดับราคา 1.8-3.0 ล้านบาท จากการเข้ามาของกำลังซื้อต่างชาติและจากการแนะนำลูกค้าจากเอเจนซี่ทั้งเอเจนซี่ในพื้นที่และเอเจนซี่จากส่วนกลางพบว่า ในช่วงครึ่งแรกของปีที่ผ่านมาหลายโครงการสามารถระบายสต็อกคงค้างที่ก่อสร้างแล้วเสร็จออกได้เป็นจำนวนมาก รวมถึงโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่

ตลาดคอนโดมิเนียมในจังหวัดระยอง พบว่า ปัจจุบันมีอุปทานที่อยู่ระหว่างการขายทั้งหมด 24 โครงการ มูลค่าการลงทุนประมาณ 9,068 ล้านบาท โดยมีหน่วยที่อยู่ระหว่างการขายทั้งหมดประมาณ 3,449 ยูนิต ขายไปแล้วประมาณ 2,891 ยูนิต หรือคิดเป็น 83.8% และยังคงมีอุปทานที่เหลือขายอีกประมาณ 558 ยูนิต หรือคิดเป็น 16.2% เท่านั้น และพบว่า ระดับราคา 2.5 -5.0 ล้านบาท เป็นช่วงราคามีผู้ประกอบการนิยมพัฒนามากที่สุด และในช่วงระดับราคานี่ก็เป็นช่วงราคาที่ขายได้ดีที่สุดเช่นเดียวกัน และพบว่าในช่วงที่ผ่านมามีผู้ประกอบการรายใหญ่จากกรุงเทพมหานครที่เข้าไปพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในจังหวัดระยองแล้ว 6 โครงการ 2,494 ยูนิต มูลค่าการลงทุนประมาณ 4,500 ล้านบาท และในอนาคตพบว่า ยังมีผู้ประกอบการรายใหญ่จากกรุงเทพฯ ที่อยู่ระหว่างวางแผนพัฒนาด้วยเงินลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท พัฒนาโปรเจคใจกลางเมืองระยอง เป็นโครงการ Mixed - Use ขนาดใหญ่ซึ่งประกอบกด้วย พื้นที่ค้าปลีก โรงแรม เซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์ เซอร์วิส ออฟฟิศ รวมถึง คอนโดมิเนียม จะส่งผลให้ระยองกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ศูนย์กลางคมนาคม ทั้ง 3 ด้าน ส่งผลให้ภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมในจังหวัดระยองกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง

ตลาดคอนโดมิเนียมจังหวัดเชียงใหม่ พบว่าตลาดยังคงจะชะลอตัวไปอยู่แต่ก็ไม่มากเท่ากับปี 2559- 2560 ที่ผ่านมา เนื่องจากปัจจัยสนับสนุนที่มาจากโครงการเมกะโปรเจกต์ที่กำลังจะเกิดในอนาคตซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนของภาคอสังหาริมทรัพย์ได้ดีขึ้นเพราะที่สำคัญ ได้แก่ โครงการขยายสนามบินเชียงใหม่เพื่อรองรับการเดินทางของนักท่องเที่ยว 18 ล้านคนในปี 2568 เป็นต้น นอกจากนี่พบว่า ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าจีนกลายมาเป็นกลุ่มลูกค้าหลักอีกกลุ่มที่สำคัญของคอนโดมิเนียมในจังหวัดเชียงใหม่ โดยหากพิจารณาจากลูกลูกค้าชาวต่างชาติที่ซื้อคอนโดมิเนียมในจังหวัดเชียงใหม่แล้ว ประมาณ 60% คือกลุ่มลูกค้าชาวจีนที่เข้ามาซื้อคอนโดมิเนียมในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อการลงทุน โดยโครงการที่ซื้อจะต้องเป็นโครงการที่เห็นว่า เหมาะแก่การลงทุนทั้งในระยะสั่นและระยะยาวเป็นหลัก รองลงมาคือ ไว้เป็นสถานที่สำหรับ รีไทร์เมนท์ เพราะเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีอากาศที่ค่อนข้างคล้ายกับประเทศจีน บวกกับมีสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆที่เป็นที่นิยมของกลุ่มคนจีน คนจีนจากแผ่นดินใหญ่จึงหลงใหลในจังหวัดเชียงใหม่ จึงสนใจซื้อคอนมิเนียมในจังหวัดเชียงใหม่เป็นจำนวนมาก หรือซื้อไว้เป็นที่อยู่อาศัยในวัยเกษียณ เนื่องจากปัจจุบัน คนจีนสามารถบินตรงจากประมาณจีนถึงเชียงใหม่ได้ในเวลาที่รวดเร็ว นอกจากกลุ่มลูกค้าชาวจีนแล้ว ตลาดคอนโดมิเนียมจังหวัดเชียงใหม่ยังมีกลุ่มลูกค้าประเทศอื่นๆ ในย่านเอเชียอีกประมาณ 20% ลูกค้าหลักของกลุ่มนี่คือ ฮ่องกง และ ประเทศเกาหลี และ อีก 20% คือกลุ่มลูกค้าชาวยุโรปและอเมริกา
กำลังโหลดความคิดเห็น...