ในที่สุด เครือเซ็นทรัลก็ได้เปิดตัว "ดอลฟิน" (Dolfin) แอปพลิเคชันกระเป๋าเงินออนไลน์ (e-Wallet) ของบริษัท เซ็นทรัล เจดี มันนี่ จำกัด ที่ร่วมทุนระหว่างเครือเซ็นทรัล กับเจดี ด็อทคอม (JD.COM) ยักษ์ใหญ่อี-คอมเมิร์ชจากจีน หลังผ่านการทดสอบในแซนด์บอกซ์ (Sandbox) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เรียบร้อยแล้ว
ชื่อของ "ดอลฟิน" เกิดจากแนวคิดการตั้งชื่ออี-วอลเลตในต่างประเทศ มักจะใช้ชื่อสัตว์น้ำเป็นหลัก เช่น ออคโตปุส (Octopus) หรือปลาหมึกยักษ์ของฮ่องกง จึงหยิบเอาคำว่า Dolphin ซึ่งแปลว่าโลมามาผสมกับคำว่า Finance ที่แปลว่าการเงิน จึงกลายเป็นชื่อเครื่องหมายการค้า Dolfin นั่นเอง
แต่เหนือสิ่งอื่นใด การเปิดตัวครั้งนี้ย่อมมี "โปรแรง" สำหรับนักช้อปหน้าเดิม ที่อยากลองของใหม่
เริ่มจากแจกคะแนนสะสมเดอะวัน (The 1) เพิ่มอีก 150 คะแนน เมื่อช้อปตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป และคูปองส่วนลด Welcome Pack มูลค่าสูงสุด 300 บาท ที่ร้านค้ากลุ่มเซ็นทรัลที่ร่วมรายการ มีทั้งสินค้าราคาพิเศษและส่วนลด 15 บาท หรือจะเป็นส่วนลด 50 บาทจากท็อปส์ ร้านอาหาร และตั๋วหนัง 99 บาท จำนวน 1 แสนสิทธิ์ตลอดรายการ
อย่างไรก็ตาม แอปพลิเคชันดอลฟิน ยังใช้ได้เฉพาะร้านค้าที่ร่วมรายการในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเท่านั้น เนื่องจากกำลังขยายร้านค้าที่ร่วมรายการให้ครอบคลุมธุรกิจค้าปลีกในเครือเซ็นทรัลทั้งหมด เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล โรบินสัน ท็อปส์ แฟมิลี่มาร์ท บีทูเอส ออฟฟิศเมส ซูเปอร์สปอร์ต และโรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ กรุ๊ป
จุดเด่นของดอลฟิน คือ สมัครง่าย รวดเร็ว และปลอดภัย ด้วยการนำเทคโนโลยีจดจำใบหน้า (Facial Recognition) มาใช้ในการยืนยันตัวตน (E-KYC) โดยการสมัครเพียงแค่กรอกเบอร์มือถือ สแกนบัตรประชาชนทั้งด้านหน้า ด้านหลัง และเซลฟี่ใบหน้าตัวเอง ก็เปิดใช้งานได้ทันที สามารถผูกกับเลขสมาชิกเดอะวัน เพื่อสะสมคะแนนและรับสิทธิพิเศษ
จึงเหมาะสำหรับนักช้อปขาประจำเครือเซ็นทรัลอย่างยิ่ง เพราะจะมีสิทธิพิเศษสำหรับ ดอลฟิน วอลเลต เท่านั้น
ส่วนการเติมเงินทำได้ผ่านเคาน์เตอร์เซ็นเพย์ (CenPay) ในห้างสรรพสินค้า ร้านค้าเครือเซ็นทรัล หรือผูกบัญชีธนาคาร เพื่อเติมเงินผ่านบริการหักบัญชีอัตโนมัติ โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม และไม่มีขั้นต่ำในการเติมเงิน ปัจจุบันมีให้เลือก 4 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกรุงศรีอยุธยา
ปัจจุบัน อี-วอลเลตในไทยจะมีเจ้าตลาดอย่าง "ทรูมันนี่" (TrueMoney) ของกลุ่มทรู ที่มีจำนวนผู้ใช้งานกว่า 7 ล้านราย ตามมาด้วย "แรบบิท ไลน์เพย์" ของไลน์ (ประเทศไทย) ร่วมทุนกับ กลุ่มบีทีเอส และเอไอเอส มีจำนวนผู้ใช้งานกว่า 5 ล้านราย จากจำนวนผู้ประกอบธุรกิจให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ขึ้นทะเบียนกับ ธปท. ทั้งหมด 23 ราย
ขณะที่ผู้ประกอบการรายอื่น เลือกที่จะใช้วิธีเชื่อมโยงระบบกับธนาคาร เช่น ธนาคารกสิกรไทย ที่พัฒนาแอปพลิเคชั่น "บลู คอนเน็ก" (Blue Connect) ให้กับกลุ่ม ปตท. และระบบกระเป๋าเงิน "แกร็บ เพย์ วอลเลต" (Grab Pay Wallet) ให้กับแกร็บ (ประเทศไทย) ส่วนธนาคารไทยพาณิชย์ พัฒนาระบบ "เก็ตเพย์" (Get Pay) ให้กับแอปพลิเคชันเก็ต
แต่เมื่อเครือเซ็นทรัลมีฐานลูกค้าอยู่ในมือ ผ่านระบบสมาชิกเดอะวัน ที่สะสมคะแนนผ่านธุรกิจค้าปลีกเครือเซ็นทรัลมากกว่า 15 ล้านราย แถมเติบโตเฉลี่ยปีละ 2 ล้านราย จึงยังมีที่ยืนให้กับอี-วอลเลตน้องใหม่เจ้านี้ได้ช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดในไทย ยุคที่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) กำลังมีบทบาทอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ดอลฟิน วอลเลท ยังร่วมมือกับธนาคารกรุงเทพ จะเชื่อมโยงกับร้านค้าที่รับพร้อมเพย์คิวอาร์โค้ด Be Merchant กว่า 3 ล้านร้านค้าทั่วประเทศ ธนาคารกสิกรไทยจะช่วยผลักดันขยายร้านค้า และจุดรับชำระเงินด้วยอี-เพย์เมนท์ ผ่านเครื่อง EDC กว่า 3 แสนเครื่อง และร้านค้า K PLUS Shop กว่า 1.7 ล้านราย
บอกได้คำเดียวว่าดอลฟิน วอลเลท ของเครือเซ็นทรัลครั้งนี้ ไม่ได้มาเล่นๆ แต่ขึ้นอยู่กับผู้ใช้มือถือสมาร์ทโฟนทั้งหลาย จะยอมเปิดใจดาวน์โหลดหรือเปล่า ก็อีกเรื่องหนึ่ง
(เกาะกระแสธุรกิจ เศรษฐกิจสดใหม่ เรื่องราวการตลาดที่ใกล้ชิดผู้บริโภค กับ Ibusiness Review ที่นี่ที่เดียว! ทางเฟซบุ๊ก Ibusiness และเว็บไซต์ ibusiness.co)