xs
xsm
sm
md
lg

'LINE' บุก FinTech ปั้น LINE Pay แทนธนาคาร

เผยแพร่:


LINE บุกหนักโลกการเงิน ปรับแพลตฟอร์มรับ FinTechคู่ไปกับการนำธุรกิจออนไลน์ ผสมผสานกับออฟไลน์ พร้อมกับนำ AIมาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล รอเห็นความชัดเจนในไทยหลังเดินหน้าพัฒนาบริการทางการเงินร่วม 'กสิกรไทย'


ที่ผ่านมา LINE เน้นย้ำการทำตลาดแบบ Hyper-Localizationทำให้การแสดงวิสัยทัศน์ประจำปี 2019 ของ LINE ในปีนี้ เห็นความแตกต่างของการทำตลาดในญี่ปุ่น ไต้หวัน และไทย ตามพฤติกรรม และวัฒนธรรมของผู้บริโภคในประเทศ ดังนั้นหลายๆ บริการที่เปิดตัวในปีนี้ จึงแทบไม่มีโอกาสแจ้งเกิดในตลาดไทย

ทำให้จุดที่น่าสนใจภายในงานครั้งนี้จึงอยู่ที่การเปิดเผยแนวคิดใหม่ในการให้บริการหลังจากนี้ ว่า LINEจะไม่ได้เป็นแค่แชท แพลตฟอร์ม เพื่อให้ผู้บริโภคใช้สื่อสารอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของทุกคนตลอด 24 ชั่วโมง(Life on LINE) โดยภายใต้แนวคิดดังกล่าว LINE แบ่งธุรกิจส่วนหลักออกเป็นการเชื่อมต่อไลฟ์สไตล์ผู้ใช้จากโลกออฟไลน์ รุกไปในธุรกิจ FinTechและการนำ AI มาช่วย ที่กลายเป็น 3 แกนหลักต่อจากนี้ ในการให้บริการ

***เชื่อมโลกออนไลน์สู่ออฟไลน์

ก่อนหน้านี้ สิ่งที่ LINE ทำมาตลอดคือการเปลี่ยนจากร้านค้าในโลกออฟไลน์ให้หันมาใช้งานโลกออนไลน์ ด้วยการแนะนำเครื่องมือและช่องทางการขายรูปแบบใหม่ ที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้ ด้วยการเปิดร้านขายของบน LINE@

พอมาในปีนี้ LINE มองว่า ต้องบูรณาการระหว่างโลกออนไลน์ และออฟไลน์ให้มาผสมผสานเพื่อยกระดับบริการของร้านค้าให้หลากหลายมากขึ้นจึงได้เริ่มแนะนำ LINE Mini App ขึ้นมา เป็นตัวช่วยให้ร้านค้าสามารถผสมผสานระหว่างออนไลน์ และออฟไลน์ได้

ภายใน Mini App ร้านค้า หรือ SMEs จะสามารถสร้างหน้าร้านหรือหน้าเพจของแต่ละร้านขึ้นมา พร้อมเลือกนำฟีเจอร์ที่มีอยู่ใน LINEมาใช้งาน เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงบริการต่างๆได้ง่ายขึ้น อย่างเช่นร้านอาหาร สามารถดึงฟีเจอร์อย่างระบบสมาชิก การรับจองโต๊ะอาหารมาใช้งาน ถ้าเป็นร้านขายกาแฟ ก็จะเลือกเพิ่มการเก็บสะสมคูปอง เพื่อตอบแทนลูกค้า

ไปจนถึงร้านขายของก็สามารถเลือกใช้ LINE เป็นช่องทางชำระเงินเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ได้ทันที รวมถึงการที่ร้านอาหารสามารถใช้เป็นช่องทางติดต่อสื่อสารกับลูกค้าได้ด้วย ถือเป็นการเพิ่มความสามารถของ LINE@ ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

แนวทางดังกล่าวจะสอดคล้องกับสิ่งที่ LINE เรียกว่า OME หรือ Online Merges with Offline ที่จะช่วยให้ผู้ใช้งาน LINEเป็นประจำได้รับความสะดวกในการใช้งานมากขึ้น เพราะทุกๆอย่างสามารถจัดการได้ผ่านแอปพลิเคชัน LINE ที่คุ้นเคยกัน

***ดิสรัปธุรกิจการเงิน

อีกก้าวหนึ่งที่ LINE มองเห็นโอกาสในการรุกเข้าไปต่อเนื่องจากการทำ LINE Pay จุงโฮ ชิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม (CO-CEO) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE WOW ไลน์ คอร์ปอเรชั่น มองว่า เงินกลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการใช้ชีวิตประจำวัน

ขณะเดียวกันบริการทางการเงินที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่ได้ตอบโจทย์การใช้งานทั้งหมด

อย่างเช่นการที่ธนาคารไม่ได้เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง การทำธุรกรรมต่างๆยังมีค่าธรรมเนียมอยู่โดยเฉพาะในญี่ปุ่นที่ร้านค้าส่วนใหญ่เลือกรับเฉพาะเงินสด ทำให้การใช้งานบัตรเครดิตไม่แพร่หลายเท่าที่ควร

'สิ่งที่ LINE จะเริ่มทำในญี่ปุ่นคือการเปิดบริการอย่าง LINE Scoreมาเป็นดัชนีในการชี้วัดการปล่อยสินเชื่อรายย่อยให้แก่ผู้ใช้งานและผลักดันให้เกิดสังคมไร้เงินสด ต่อเนื่องจากที่ปัจจุบัน LINE Payสามารถใช้ชำระค่าสินค้า บริการและโอนเงินระหว่างบุคคลได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมแล้ว'

สิ่งที่ LINE จะทำต่อไปคือการเปลี่ยนสมาร์ทโฟนให้กลายเป็นธนาคารโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีการใช้งาน LINE แพร่หลาย ทั้งญี่ปุ่น ไต้หวัน ไทย และอินโดนีเซีย

เริ่มจากการประกาศเป็นพันธมิตรกับทาง VISA เพื่อทำตลาดในภูมิภาคเอเชีย เพื่อให้บริการ LINE Pay ในรูปแบบของบัตรเครดิตเสมือนให้บริการ แน่นอนว่าบริการนี้มีโอกาสนำมาใช้ในไทยกับทาง Rabiit LINE Payด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา LINE ได้จับมือกับธนาคารกสิกรไทยในการพัฒนาบริการทางการเงินมาใช้งานโดยเฉพาะ เพียงแต่ว่าปัจจุบันยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาคาดว่าจะเริ่มเห็นรายละเอียดส่วนนี้ชัดเจนขึ้นในช่วงปี 2020

***ให้ความสำคัญเรื่องความเป็นส่วนตัว

ที่ผ่านมา LINE จะมีการเข้ารหัสข้อมูลการแชทต่างๆ อยู่แล้ว พอหันมาให้บริการอื่นๆเพิ่มเติม ก็จะนำมาตรฐานความเป็นส่วนตัวมาใช้งานด้วยเช่นกัน โดย ทาเคชิ อิเดซาว่า ซีอีโอ LINE ให้ข้อมูลว่า การเก็บข้อมูลทุกอย่างของ LINE ทำตามมาตรฐานของ GDPR รวมถึงกฏหมายของแต่ละประเทศที่ LINE เข้าไปให้บริการด้วย

โดยเฉพาะเมื่อมีการเปิดใช้งาน LINE Score ที่เป็นระบบเครดิตสกอร์ ในการเก็บพฤติกรรมการใช้งาน LINE เพื่อเข้าถึงบริการต่างๆ ยิ่งทำให้ LINEเข้าถึงการใช้ชีวิตของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ทำให้ LINEสามารถเข้าถึงข้อมูลความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภคได้ แลกกับความสะดวกสบายในการใช้งาน

***เสริมแพลตฟอร์มแชทให้แข็งแกร่งมากขึ้น

อีกหนึ่งบริการที่ LINEพัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็นช่องทางให้ผู้ใช้สามารถติดต่อกับผู้ที่ชื่นชอบเรื่องราวลักษณะเดียวกันคือ Open Chat ที่ต่อยอดมาจาก LINE Square ในปัจจุบัน ด้วยการเปิดเป็นกลุ่มสาธารณะให้ผู้ใช้สามารถเข้าไปพูดคุยกันได้

จุดเด่นที่โดดขึ้นมาให้เห็นชัดเจนคือผู้ใช้สามารถเลือกโปรไฟล์และชื่อเฉพาะในการเข้าไปใช้งานกลุ่มนี้ได้ และเมื่อเข้าไปแล้วก็สามารถหาอ่านเนื้อหาย้อนหลังตั้งแต่เริ่มกลุ่มนี้ได้ด้วย

การเข้าใช้งาน Open Chat จะมีทั้งกลุ่มที่เป็นสาธารณะหรือกลุ่มปิดที่สามารถตั้งรหัสผ่าน หรือใช้ QR Code ในการเชิญเข้ากลุ่ม เพื่อให้สามารถควบคุมสมาชิกที่เข้ามาใช้งานได้ด้วยLINE ยกตัวอย่างกลุ่มสนทนาที่น่าสนใจอย่างเช่น ผู้ที่ชื่นชอบกีฬาหรือทีมกีฬาเดียวกัน การนำไปใช้กับกลุ่มผู้ปกครองในแต่ละโรงเรียน งานคอนเสิร์ต หรือแม้แต่การ สตรีมเกมแล้วเปิดให้ผู้ชมเข้าไปพูดคุยกัน ที่จะต่อยอดไปยัง LINE Liveในการพัฒนาให้เป็นแพลตฟอร์มสำหรับวิดีโอคอนเทนต์ เพื่อให้คนใช้งานกลายเป็นนักสตรีมมิ่งได้ รวมทั้งจะมีโมเดลสร้างรายได้เพิ่มเติมอย่างการสร้างช่องพรีเมียมการไลฟ์ขายของที่สามารถสั่งซื้อได้ทันที

***Sticker Premium สร้างรายได้ระยะยาว

สำหรับบริการที่น่าสนใจ และน่าจะตอบโจทย์ผู้บริโภคมากที่สุดคือการเพิ่มบริการสมัครใช้สติกเกอร์รายเดือนแบบไม่จำกัด (LINE Premium Sticker) ที่มีโอกาสเข้ามาให้บริการในไทยช่วงปี 2020เช่นเดียวกัน

จากข้อมูลของ LINE ระบุว่าถ้าต้องการดาวน์โหลดสติกเกอร์ทั้งหมดที่มีในเวลานี้ต้องใช้เงินราว 300ล้านเยน แต่การเปิดให้บริการแบบรายเดือนผู้ใช้จะใช้เงิน 240 เยน หรือราว70 บาทต่อเดือนเท่านั้น

'รูปแบบการให้บริการของ Sticker Premiumเมื่อสมัครใช้งานแล้วจะสามารถดาวน์โหลดสติกเกอร์มาใช้งานได้ทุกชิ้นและสามารถใช้งานไปได้ต่อเนื่องจนกว่าจะหยุดใช้งานแบบรายเดือน ที่จะมีการทำราคาพิเศษให้แก่นักเรียนให้ใช้งานได้ด้วย'

อย่างไรก็ตาม ทาง LINE ประเทศไทย ยังไม่ได้มีการเปิดเผยราคาของ Sticker Premium ออกมา เนื่องจากต้องมีการคำนวนส่วนแบ่งรายได้ระหว่าง LINEและบรรดา Creator ที่พัฒนาสติกเกอร์ LINE ด้วย

ทั้งนี้ การที่ LINE หันมาใช้โมเดลแบบบอกรับสมาชิกในการใช้งานสติกเกอร์ถือเป็นการเปลี่ยนรูปแบบการทำตลาดมาใช้แนวทางเดียวกับแพลตฟอร์ม OTTรายอื่นเพราะมองว่าเมื่อผู้ใช้สมัครใช้งานแล้วจะมีการใช้งานต่อเนื่องในระยะยาวมากกว่า

***เพิ่มเครื่องมือให้นักการตลาด

ส่วนสำคัญที่สุด ในการนำเสนอของงานนี้ คือการนำ AIเข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลในหลายๆส่วน โดยเฉพาะในการนำ AI มาใช้คู่กับLINE News (ในไทยใช้ชื่อ LINE Today) เพื่อคัดกรองเนื้อหาที่เหมาะสมกับผู้ใช้งานแต่ละราย ทำให้ผู้ใช้งานแต่ละรายเมื่อเปิดหน้า LINE Today ขึ้นมา จะสังเกตได้ว่ามีการนำเสนอคอนเทนต์ที่ไม่เหมือนกัน เป็นการคัดเลือกเฉพาะบุคคล (Personalized) LINE จึงนำความสามารถตรงนี้มาช่วยเป็นเครื่องมือให้นักการตลาดด้วย

พร้อมกับนำเสนอโฆษณารูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า Smart Channel จากเดิมในหน้าแชท จะมีการเลือกโฆษณา หรือเรื่องราวที่น่าสนใจขึ้นมาอยู่ส่วนบนสุด แต่หลังจากนี้จะเพิ่มช่องคอนเทนต์โฆษณาจุดนี้ในรูปแบบวิดีโอเข้าไปเพื่อทำให้เกิดความน่าสนใจมากขึ้นนอกเหนือจากนี้ ยังมีโอกาสที่จะร่วมมือกับสำนักพิมพ์ หรือผู้ผลิตสื่อต่างๆ พัฒนาแพลตฟอร์มโฆษณาที่สร้างรายได้ให้แก่ทุกฝ่าย ด้วยการนำเทคโนโลยี AIที่ LINE มีมาช่วยในการโฆษณาแบบเจาะจงกลุ่มผู้ใช้ด้วย

สำหรับในญี่ปุ่น LINE มีการนำ AI ที่ชื่อ Clova มาให้บริการหลากหลายมากกว่านี้ พร้อมนำเสนอ LINE Brainมาเป็นโซลูชันในการนำ AI ของ LINE มาประยุกต์ใช้งาน อย่างการเป็นพนักงานรับจองโต๊ะร้านอาหารในชื่อ Duetที่แสดงให้เห็นความสามารถของ AI Chatbot ที่ตอบโต้กลับมาด้วยเสียงเหมือนพูดคุยกับคนจริงๆ

เพียงแต่ว่าปัจจุบันยังรองรับการใช้งานเฉพาะภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ในอนาคตก็มีโอกาสที่จะพัฒนา Clova ให้รองรับภาษาอังกฤษ เพราะก่อนหน้านี้ในงานประชุมนักพัฒนาของ LINE ประเทศไทย ได้เปิดเผยว่าจะมีการนำ Clova มาใช้งานเร็วๆนี้

ซึ่งถึงเวลานั้นการแปลงมาให้รองรับภาษาไทยก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป