xs
xsm
sm
md
lg

เปิดกลไก ‘Responsible Voices’ ก.ล.ต. จัดการข้อมูลพิษ ฟันธงฟินฟลูเอนเซอร์ต้องรับผิดชอบทุกคำพูด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



เมื่อสมรภูมิการลงทุนย้ายจากห้องค้าหลักทรัพย์มาอยู่บนหน้าฟีดโซเชียลมีเดีย อิทธิพลของ ‘ฟินฟลูเอนเซอร์’ ไม่ได้วัดกันที่ยอดผู้ติดตาม 34.5 ล้านคนอีกต่อไป แต่มันคืออำนาจในการชี้นำเงินออมของประชาชน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จึงเดินเกมรุกด้วยโครงการ ‘Responsible Voices’ ซึ่งไม่ใช่แค่การอบรม แต่คือการปักหมุดมาตรฐานใหม่ให้ผู้ทรงอิทธิพลทางการเงิน พร้อมผนึกกำลังแบงก์ชาติและ คปภ. ก่อนยกระดับเป็นมาตรการทางกฎหมายเต็มรูปแบบ เพื่อเปลี่ยน ‘เสียงที่กึกก้อง’ ให้เป็น ‘ภูมิคุ้มกัน’ ให้กับตลาดทุนไทย

ภูมิทัศน์การลงทุนในปัจจุบันถูกปฏิวัติโดยผู้สร้างคอนเทนต์ที่สามารถเปลี่ยนเรื่องซับซ้อนอย่างงบการเงินและอนุพันธ์ ให้กลายเป็นคลิปสั้นเข้าใจง่ายภายในไม่กี่นาที ข้อดีคือการกระจายความรู้ทางการเงินสู่ประชาชนวงกว้างอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทว่าในอีกด้านหนึ่ง เส้นแบ่งระหว่าง “การให้ความรู้” กับ “การชักชวนให้ลงทุน” ได้เลือนหายไปอย่างน่าใจหาย เกิดเป็นสุญญากาศทางกฎระเบียบ ที่สุ่มเสี่ยงต่อการนำไปสู่การชี้นำที่ผิดพลาดและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

เมื่อมองไปยังต่างประเทศ เราจะพบว่าหน่วยงานกำกับดูแลชั้นนำทั่วโลกต่างตระหนักถึงภัยคุกคามนี้และจำแนกแนวทางรับมือออกเป็น 5 แกนหลักที่ผนึกกำลังกันอย่างแนบแน่น

1. การให้ข้อมูลเชิงรุก : หน่วยงานในฝรั่งเศส ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ เลือกที่จะกำหนดแนวปฏิบัติและจรรยาบรรณให้กับฟินฟลูเอนเซอร์เสียก่อน พวกเขาจัดทำฐานข้อมูลรายชื่อผู้ที่เชื่อถือได้ เพื่อให้ประชาชนมีเครื่องมือในการตรวจสอบ

2.การบังคับใช้กฎหมาย : เมื่อการตักเตือนไม่เพียงพอ ผู้กำกับดูแลในสหราชอาณาจักร อิตาลี และแคนาดา ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด ตั้งแต่การออกคำสั่งให้ลบเนื้อหาที่สุ่มเสี่ยง ไปจนถึงการฟ้องร้องดำเนินคดีอาญา การพักหรือเพิกถอนใบอนุญาต

3.กลไกคัดกรองอัจฉริยะ : ออสเตรเลีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกลุ่มประเทศนอร์ดิก โดดเด่นในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเป็นผู้ช่วยสอดส่อง พร้อมๆ กับระบบให้ประชาชนตรวจสอบใบอนุญาตเพื่อปิดกั้นโฆษณาผิดกฎหมาย

4.ภูมิคุ้มกันทางการเงิน : ไอร์แลนด์ อินเดีย และฮ่องกง มองว่าการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนอยู่ที่ตัวผู้ลงทุน พวกเขาจึงทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับแคมเปญให้ความรู้ผ่านเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน และพอดแคสต์ เพื่อสร้างเกราะป้องกันให้กับประชาชน

5.การตีกรอบกฎหมาย : ในประเทศจีน แคนาดา และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทางเลือกที่เด็ดขาดถูกนำมาใช้ โดยกำหนดให้การตลาดออนไลน์ของผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ซับซ้อน สามารถกระทำได้โดยสถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น นี่คือการตัดตอนปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำ

สำหรับประเทศไทย การปรับตัวของ ก.ล.ต. ดำเนินไปอย่างเฉียบคมและเป็นระบบ นอกเหนือจากเครื่องมือพื้นฐานที่แข็งแกร่งอย่าง ระบบตรวจสอบใบอนุญาต SEC Check First และช่องทางแจ้งเบาะแส 1207 แล้ว การปรับปรุงหลักเกณฑ์การโฆษณาของผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุนเมื่อต้นปี 2569 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการกำกับดูแลให้เท่าทันโลกดิจิทัล ที่สำคัญคือการเตรียมออกหลักเกณฑ์ว่าด้วย “ผู้แนะนำรายชื่อลูกค้า” (Introducing Broker Agent: IBA) ซึ่งจะเข้าไปจัดการกับฟินฟลูเอนเซอร์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางหาเงินฝากหรือชักชวนนักลงทุน โดยยังไม่มีกฎเกณฑ์ใดมารองรับ มาตรการนี้จะอุดช่องโหว่สำคัญและขจัดปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านข้อมูลระหว่างโบรกเกอร์ที่อยู่ภายใต้การกำกับ กับผู้ทรงอิทธิพลบนโลกออนไลน์ที่อยู่นอกระบบ

ท่ามกลางมาตรการทางกฎหมายที่กำลังจะเข้ามา โครงการ “Responsible Voices” ถือเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกที่ ก.ล.ต. เลือกใช้ในการสร้างแรงจูงใจทางบวก ด้วยความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) โครงการนี้ได้ดำเนินการมาแล้ว 3 รุ่น มีผู้ผ่านการอบรมและได้รับประกาศนียบัตรรวม 93 ช่องทาง ซึ่งครองใจผู้ติดตามรวมกันมากถึง 34.5 ล้านคน ตัวเลขนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถิติ แต่คือเครื่องยืนยันว่า อำนาจในการกำหนดชะตากรรมทางการเงินของประชาชน ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องประชุมใหญ่หรือตลาดหลักทรัพย์อีกต่อไป แต่มันอยู่ที่ปลายนิ้วของคนเพียงไม่กี่สิบคน

หัวใจสำคัญของ Responsible Voices ไม่ใช่การเซ็นเซอร์ หรือการออกใบสั่งห้าม แต่คือการปลูกฝังจิตสำนึกให้ผู้ให้ข้อมูลตระหนักว่า เมื่ออำนาจของการเผยแพร่ข้อมูลมหาศาลถึง 34.5 ล้านชีวิต ทุกคำพูดและทุกการวิเคราะห์ย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย โลกที่ไร้การเปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อน หรือการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือน อาจนำไปสู่หายนะทางการเงินของนักลงทุนรายย่อยผู้ไม่ทันระวังตัว ดังนั้น การสื่อสารที่โปร่งใส มีที่มาที่ไป และคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม คือใบเบิกทางเดียวที่จะทำให้ผู้ให้ข้อมูลกลุ่มนี้ถูกยกระดับจาก “ผู้สร้างคอนเทนต์” ไปเป็น “เสาหลักของความรู้ทางการเงิน”

ในท้ายที่สุด วิวัฒนาการของตลาดทุนไทยในยุคที่ใครๆ ก็สามารถเป็นสื่อได้ด้วยตัวเอง จำเป็นต้องมีผู้เล่นที่เข้มแข็งและมีความรับผิดชอบ ก.ล.ต. ยืนยันแล้วว่าจะไม่เป็นเพียงผู้คุมกฎที่รอให้เกิดความผิดพลาดแล้วจึงตามลงโทษ แต่มุ่งสร้างระบบนิเวศที่เสียงของผู้ให้ข้อมูล คือ พลังบวกในการยกระดับภูมิปัญญาทางการเงินของชาติ การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การควบคุม แต่คือการร่วมกันออกแบบอนาคตของตลาดทุนไทยให้แข็งแกร่ง โปร่งใส และเป็นธรรมอย่างยั่งยืน